<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพ health care</title>
	<atom:link href="http://healthcare.hotelsza.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://healthcare.hotelsza.com</link>
	<description>สุขภาพ health care</description>
	<lastBuildDate>Fri, 23 Oct 2009 10:59:34 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.4</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ท้องแล้วมี Sex ได้ไหม</title>
		<link>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b5-sex-%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b5-sex-%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Oct 2009 10:59:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>health care</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพชีวิตคู่]]></category>
		<category><![CDATA[คุณแม่]]></category>
		<category><![CDATA[จุดสุดยอด]]></category>
		<category><![CDATA[ท้องแล้วมี Sex]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็กซ์ตอนท้อง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthcare.hotelsza.com/?p=59</guid>
		<description><![CDATA[ท้องแล้วมี Sex(เซ็กซ์) ได้ไหม
มีเพศสัมพันธ์ตอนท้องได้ไหมหลายคนอาจสงสัย
 ท้องแล้วมีเซ็กซ์ได้ไหม? 
       พูดถึงเรื่องการมีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ ผมมีความรู้สึกว่าคุณแม่ส่วนมากต่างก็มีปัญหาค้างคาใจเกี่ยวกับเรื่องนี้กันทั้งนั้น เพียงแต่อาย ไม่กล้าถาม หรือไม่รู้จะถามอย่างไรดี วันนี้ผมเลยขอหยิบยกประเด็นนี้มาเล่าสู่กันฟังครับ 
        ตอนท้องมีเซ็กซ์ได้ไหม 
       เป็นคำถามยอดฮิตอันดับแรกที่มักจะถามกัน แต่เท่าที่ผมคุยกับคุณแม่หลายคน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากมีเซ็กซ์เท่าไหร่ แต่ที่เป็นห่วงหรือกังวลมักจะเป็นเรื่องของสามีมากกว่า กลัวว่าถ้าไม่ให้มีเซ็กซ์แล้ว สามีอาจจะแอบไปหาอีหนู แต่ถ้าให้มีก็กลัวว่า จะเกิดอันตรายสารพัดทั้งต่อตัวแม่เองและลูกในท้อง
   
       ความจริงแล้วขณะตั้งครรภ์คุณแม่สามารถมีเซ็กซ์ได้ตามปกติ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนกระทั่งใกล้คลอด จะมีแค่บางช่วงที่ควรลดการมีเซ็กซ์ลงบ้าง เช่น ตอนตั้งครรภ์ใหม่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b5-sex-%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/"><strong>ท้องแล้วมี Sex(เซ็กซ์) ได้ไหม</strong></a><br />
มีเพศสัมพันธ์ตอนท้องได้ไหมหลายคนอาจสงสัย<br />
<strong> ท้องแล้วมีเซ็กซ์ได้ไหม? </strong></p>
<p>       พูดถึงเรื่องการมีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ ผมมีความรู้สึกว่าคุณแม่ส่วนมากต่างก็มีปัญหาค้างคาใจเกี่ยวกับเรื่องนี้กันทั้งนั้น เพียงแต่อาย ไม่กล้าถาม หรือไม่รู้จะถามอย่างไรดี วันนี้ผมเลยขอหยิบยกประเด็นนี้มาเล่าสู่กันฟังครับ </p>
<p>       <strong> ตอนท้องมีเซ็กซ์ได้ไหม</strong> </p>
<p>       เป็นคำถามยอดฮิตอันดับแรกที่มักจะถามกัน แต่เท่าที่ผมคุยกับคุณแม่หลายคน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากมีเซ็กซ์เท่าไหร่ แต่ที่เป็นห่วงหรือกังวลมักจะเป็นเรื่องของสามีมากกว่า กลัวว่าถ้าไม่ให้มีเซ็กซ์แล้ว สามีอาจจะแอบไปหาอีหนู แต่ถ้าให้มีก็กลัวว่า จะเกิดอันตรายสารพัดทั้งต่อตัวแม่เองและลูกในท้อง<br />
   <span id="more-59"></span><br />
       <strong>ความจริงแล้วขณะตั้งครรภ์คุณแม่สามารถมีเซ็กซ์ได้ตามปกติ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนกระทั่งใกล้คลอด</strong> จะมีแค่บางช่วงที่ควรลดการมีเซ็กซ์ลงบ้าง เช่น ตอนตั้งครรภ์ใหม่ ๆ เพราะคุณแม่ส่วนมากมักมีอาการแพ้ท้อง เวียนศีรษะ อ่อนเพลียง่าย อีกช่วงหนึ่งที่ควรจะงดเว้นการมีเซ็กซ์ก็คือ ช่วงใกล้คลอดมากๆแล้ว เพราะช่วงนี้ร่างกายของคุณแม่จะดูค่อนข้างอึดอัดอุ้ยอ้าย แค่นั่งหรือเดินตามปกติก็เหนื่อยแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว ถ้ามามีเซ็กซ์ตอนนี้อาจจะทำให้เหนื่อยได้มากกว่าปกติ นอกจากนี้ การมีเซ็กซ์ตอนที่ใกล้คลอดอาจจะทำให้ถุงน้ำคร่ำที่ล้อมรอบตัวเด็กเกิดการแตกหรือรั่ว ทำให้มีน้ำคร่ำไหลออกมาก่อนเจ็บครรภ์คลอดได้ ซึ่งผลดังกล่าวจะทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเข้าไปในโพรงมดลูกได้ </p>
<p>มีเพียงคุณแม่อยู่บางคนเท่านั้นที่จำเป็นต้องงดการมีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ไปเกือบตลอดช่วงการตั้งครรภ์ เช่น คุณแม่ที่เคยแท้งบุตร หรือคลอดก่อนกำหนดมาก่อน เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาซ้ำได้ นอกจากนี้คุณแม่ที่มีภาวะรกเกาะต่ำก็ควรงดการมีเซ็กซ์โดยเด็ดขาด เพราะอาจไปกระตุ้นให้มีเลือดออกมากจนเป็นอันตรายได้ </p>
<p>        <strong>เวลามีเซ็กซ์จะเป็นอันตรายต่อลูกไหม?</strong></p>
<p>       อยากให้คุณแม่ลองจินตนาการดูว่า ลูกที่อยู่ในท้องก็คล้ายกับก้อนหินที่อยู่ในลูกโป่งใส่น้ำแล้วยัดใส่เข้าไปในขวดอีกทีหนึ่ง และเจ้าขวดที่ว่าก็มีปากขวดที่ปิดและแข็งแรงพอควร เวลาที่มีเซ็กซ์กัน อวัยวะเพศของสามีอย่างมากก็จะไปโดนแค่บริเวณปากขวดเท่านั้น โอกาสที่ลูกในท้องจะได้รับอันตรายจึงน้อยมาก </p>
<p>        <strong>เวลาถึงจุดสุดยอดลูกจะได้รับอันตรายไหม</strong></p>
<p>       มีหลายคนเข้าใจถูกว่า เวลามีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ไม่มีอันตรายต่อลูก แต่พอใกล้ถึงจุดสุดยอดนี่ มักจะมีการเกร็งกล้ามเนื้อและมดลูกอาจจะหดตัวได้ จึงกลัวว่าลูกจะได้รับอันตราย ขอตอบว่าข้อมูลทางการแพทย์ที่มีพบว่าไม่จริงครับ </p>
<p>        <strong>การมีเซ็กซ์จะกระตุ้นให้เจ็บครรภ์คลอดไหม</strong></p>
<p>       มีหลักฐานทางการแพทย์ว่า การที่อวัยวะเพศของผู้ชายไปกระแทกกับปากมดลูก รวมทั้งน้ำอสุจิที่มีการหลั่งขณะมีเซ็กซ์สามารถกระตุ้นให้ปากมดลูกสร้างสารเคมีตัวหนึ่งที่ชื่อว่า พรอสตราแกลนดิน (Prostaglandins) เจ้าสารที่ว่านี้สามารถทำให้ปากมดลูกนุ่มขึ้นและกระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัวได้ อย่างไรก็ตาม สารที่สร้างขึ้นมานี้ก็ไม่ได้มากพอจนทำให้คุณแม่เจ็บครรภ์คลอดหรอกครับ ยกเว้นแต่คนที่ใกล้จะคลอดอยู่แล้วถึงอาจจะเจ็บครรภ์คลอดได้ </p>
<p><strong>เซ็กซ์ตอนท้องจะให้ความรู้สึกเหมือนตอนไม่ท้องหรือไม่ </strong></p>
<p>       เวลามีการตั้งครรภ์จะมีเลือดมาเลี้ยงที่อวัยวะต่าง ๆ มากขึ้นกว่าปกติ ทำให้มีการบวมเกิดขึ้น เคยลองสังเกตไหมว่า พอตั้งครรภ์ไปสักระยะหนึ่ง คุณแม่บางคนจะมีขาบวม หน้าบวม ที่บริเวณช่องคลอดก็บวมด้วย เพียงแต่สังเกตยากหน่อย </p>
<p>       การที่อวัยวะสืบพันธุ์มีเลือดมาเลี้ยงมากและบวมขึ้น จะทำให้คุณแม่มีความรู้สึกทางเพศเร็วขึ้นและมากขึ้นเวลามีเซ็กซ์ ที่เต้านมก็เช่นกันถ้าได้แตะจะมีความรู้สึกไว นอกจากนี้ยังจะรู้สึกว่าช่องคลอดมีการหล่อลื่นดีกว่าตอนไม่ตั้งครรภ์เสียอีก เพราะคนท้องจะมีตกขาวมากกว่าคนปกติ </p>
<p>        วิธีไหนดี </p>
<p>       ในช่วงท้องอ่อนๆ จะมีวิธีและท่วงท่าต่างๆ ของการมีเซ็กซ์อย่างไรก็ได้ แต่เมื่อท้องแก่ขึ้น ขอให้เลือกวิธีที่อันตรายน้อยลงหน่อยก็แล้วกัน วิธีที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือ ท่าที่สามีต้องนอนกดทับหน้าท้องภรรยา เพราะอาจหายใจไม่ออกและเป็นอันตรายแก่เด็ก วิธีที่น่าจะดีกว่าคือ ให้คุณแม่อยู่ข้างบนครับ </p>
<p>       สรุปการมีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์และสามีสามารถทำได้เหมือนภาวะปกติ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และลูกในครรภ์ จะมียกเว้นที่ไม่ควรมีเซ็กซ์กันก็บางกรณีที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อลูกในครรภ์หรือต่อตัวคุณแม่เองเท่านั้น สิ่งที่อยากจะย้ำอีกครั้งคือ ถ้าคุณแม่มีปัญหาเกี่ยวกับเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ขออย่าได้อายที่จะสอบถามกับคุณหมอที่ดูแลเลยครับ จะได้ไม่ต้องมาเข้าใจผิดหรือวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ โดยไม่จำเป็น ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการตั้งครรภ์และการมีเซ็กซ์ที่ถูกต้อง </p>
<p>คอลัมน์สายตรงสุขภาพกับศิริราชโดย :รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ สูตินรีแพทย์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b5-sex-%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความลับบนเตียงของ 12 ราศี</title>
		<link>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-12-%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-12-%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Oct 2009 09:02:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>health care</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพชีวิตคู่]]></category>
		<category><![CDATA[12 ราศี]]></category>
		<category><![CDATA[secret of sex]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ความลับบนเตียง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthcare.hotelsza.com/?p=57</guid>
		<description><![CDATA[ความลับบนเตียงของ 12 ราศี
secret of sex : horo version
คุณคงได้ยินกันมาบ้าง กับ &#8220;เรื่องบนเตียง&#8221; ของคนที่ตกเป็นข่าว&#8230;หรือของคนที่บอกต่อๆ กันมา ที่บางครั้งก็เข้ากันได้ดี บางครั้งก็ยากจะปรับตัวเข้าหากัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากราศี
นอกจากวันเวลาเกิดที่กำหนดให้แต่ละคนมี ราศี เป็นของตนเอง จะมีผลส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเรามี บุคลิก ตลอดจน ลักษณะนิสัย ที่แตกต่างกันแล้ว ความแตกต่างของลักษณะนิสัยและแนวความคิดนั้นเอง ยังทำให้มีผลต่อรสนิยมและความชอบส่วนตัวที่มีต่อ เรื่องบนเตียง อีกด้วย 
เพียงแต่เราเข้าใจถึงสภาพพื้นฐานความคิดความเชื่อ ความเป็นตัวตนของอีกฝ่าย เราอาจเข้าใจมากขึ้นก็ได้ ว่าทำไมเขา(หรือเธอ) ตอบสนองต่อความสัมพันธ์ทางเพศที่เรามอบให้เช่นนั้น และเราควรปรับตัว (หรือหว่านล้อมเขา) อย่างไร 
เรื่องบนเตียงกับราศีเมษ (21 มีนาคม &#8211; 19 เมษายน)
ในเรื่องของเซ็กซ์แล้ว ชาวเมษจะเปรียบเสมือนเสือที่ออกล่าเหยื่อเป็นอาหาร คือจะเสาะแสวงหาเพื่อให้ได้สิ่งที่ถูกใจ สำหรับความสัมพันธ์ทางเพศแล้ว ชาวเมษจะเป็นคนเปิดเผยและพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อทำให้คนรักพอใจ เขา(หรือเธอ)ยกให้คุณจนหมดใจ ขอเพียงแค่คุณมีความจริงใจและรักอย่างแท้จริง เพราะถ้าคุณไม่สามารถทำให้เขาเชื่อใจได้ เขาจะระแวงและคอยกันท่า หรือหึงหวงคุณเสมอ 
อะไรที่ชาวราศีเมษต้องการ : ชาวเมษไม่ต้องการของขวัญแบบที่ดูหวานๆ เช่นพวกดอกไม้ ของขวัญรูปหัวใจต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เขา(หรือเธอ)ให้ความสำคัญเท่าใดนัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ความลับบนเตียงของ 12 ราศี<br />
secret of sex : horo version<br />
คุณคงได้ยินกันมาบ้าง กับ &#8220;<strong>เรื่องบนเตียง</strong>&#8221; ของคนที่ตกเป็นข่าว&#8230;หรือของคนที่บอกต่อๆ กันมา ที่บางครั้งก็เข้ากันได้ดี บางครั้งก็ยากจะปรับตัวเข้าหากัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากราศี</p>
<p>นอกจากวันเวลาเกิดที่กำหนดให้แต่ละคนมี ราศี เป็นของตนเอง จะมีผลส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเรามี บุคลิก ตลอดจน ลักษณะนิสัย ที่แตกต่างกันแล้ว ความแตกต่างของลักษณะนิสัยและแนวความคิดนั้นเอง ยังทำให้มีผลต่อรสนิยมและความชอบส่วนตัวที่มีต่อ เรื่องบนเตียง อีกด้วย </p>
<p>เพียงแต่เราเข้าใจถึงสภาพพื้นฐานความคิดความเชื่อ ความเป็นตัวตนของอีกฝ่าย เราอาจเข้าใจมากขึ้นก็ได้ ว่าทำไมเขา(หรือเธอ) ตอบสนองต่อความสัมพันธ์ทางเพศที่เรามอบให้เช่นนั้น และเราควรปรับตัว (หรือหว่านล้อมเขา) อย่างไร </p>
<p>เรื่องบนเตียงกับราศีเมษ (21 มีนาคม &#8211; 19 เมษายน)<br />
ในเรื่องของเซ็กซ์แล้ว ชาวเมษจะเปรียบเสมือนเสือที่ออกล่าเหยื่อเป็นอาหาร คือจะเสาะแสวงหาเพื่อให้ได้สิ่งที่ถูกใจ สำหรับความสัมพันธ์ทางเพศแล้ว ชาวเมษจะเป็นคนเปิดเผยและพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อทำให้คนรักพอใจ เขา(หรือเธอ)ยกให้คุณจนหมดใจ ขอเพียงแค่คุณมีความจริงใจและรักอย่างแท้จริง เพราะถ้าคุณไม่สามารถทำให้เขาเชื่อใจได้ เขาจะระแวงและคอยกันท่า หรือหึงหวงคุณเสมอ </p>
<p>อะไรที่ชาวราศีเมษต้องการ : ชาวเมษไม่ต้องการของขวัญแบบที่ดูหวานๆ เช่นพวกดอกไม้ ของขวัญรูปหัวใจต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เขา(หรือเธอ)ให้ความสำคัญเท่าใดนัก สิ่งที่เขาต้องการคือเวลาและกิจกรรมที่ทำร่วมกันมากกว่า ต้องการความเข้าใจและการกระทำที่ดีทั้งกายและใจ กิจกรรมที่น่าตื่นเต้นโลดโผน และการแสดงออกถึงความรัก การสัมผัสและถ่ายทอดความรัก เช่น การหอมแก้ม การกอด การจูบบ้าง คือสิ่งที่ชาวเมษต้องการมากกว่าสิ่งใดๆ </p>
<p>รื่องบนเตียงกับราศีพฤษภ (20 เมษายน &#8211; 20 พฤษภาคม)เ<br />
ชาวพฤษภเป็นอีกหนึ่งราศีที่มีเสน่ห์เย้ายวนใจ มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามอย่างง่ายดาย เขา(หรือเธอ)จะใช้สิ่งเหล่านี้แหละเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง สำหรับเขาการแสดงออกในความรักจะแสดงออกอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน เป็นคนที่สร้างอารมณ์และความรู้สึกที่ดีในการอยู่ร่วมกัน เป็นคนที่มีความโรแมนติก เพราะเขารู้สึกว่าเซ็กซ์มาจากความรู้สึกข้างในที่เต็มไปด้วยความรัก ซึ่งเป็นสิ่งสวยงามในชีวิตเขา<br />
<span id="more-57"></span><br />
อะไรที่ชาวราศีพฤษภต้องการ : ชาวพฤษภต้องการใครสักคนที่หนักแน่นและมั่นคงที่จะทำให้ชีวิตของเขามีความสุขได้ ต้องการคนที่ให้ทั้งความรัก การดูแล และสิ่งของที่มีความหมายดีๆ ที่จะติดตรึงอยู่ในใจของชาววัวตลอดไป การดูแลให้ความอบอุ่นและความเชื่อมั่น คือวิธีที่เหมาะที่สุดที่จะปฏิบัติให้กับชาวพฤษภและก็เป็นสิ่งที่เขาต้องการ ชาวพฤษภเป็นคนที่พึ่งพาอาศัยได้และเป็นคนที่คอยดูแลเอาใจใส่สม่ำเสมอ หากใครต้องการเป็นคนที่โชคดีที่จะใช้ชีวิตในโลกอันสวยงามร่วมกับเขาได้ จะต้องใจเย็นและใช้เวลาในการค่อยๆบ่มเพาะความรัก ความรู้สึกในการพิชิตใจชาวพฤษภ </p>
<p>เรื่องบนเตียงกับราศีเมถุน (21 พฤษภาคม &#8211; 21 มิถุนายน<br />
ชาวเมถุนไม่ค่อยมีอารมณ์ในเรื่องเซ็กซ์มากมายนัก แต่จะมีความรู้สึกในเรื่องนี้เมื่ออยู่ในบรรยากาศดีๆ และเหมาะสมเท่านั้น เซ็กซ์เปรียบเสมือนกีฬาอย่างหนึ่งของชาวเมถุน เขาจะค้นหาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอในแบบที่ถูกใจ ชาวเมถุนให้ความสำคัญกับการสัมผัสและเสียง และต้องการหาสิ่งที่ดีที่สมบูรณ์แบบให้กับชีวิตรักของเขา </p>
<p>อะไรที่ชาวราศีเมถุนต้องการ : ใครสักคนที่สามารถตามเขาทัน เข้าใจเขารู้ใจและพร้อมจะผจญภัยกับเขาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มีความเฉลียวฉลาด ร่าเริงและเป็นเพื่อนที่ดีของเขาได้ และสำหรับคนรักนั้นก็เช่นกัน แต่อาจจะไม่ต้องฉลาดเฉลียวมากมายนัก แต่ขอให้เป็นคนที่สามารถทำให้เขาสบายใจได้ในยามที่เขาทุกข์ใจ </p>
<p>เรื่องบนเตียงกับราศีกรกฎ (22 มิถุนายน &#8211; 22 กรกฎาคม)<br />
สำหรับชาวกรกฎ เรื่องเซ็กซ์เปรียบเสมือนกิจกรรมในยามพักผ่อน เขาเป็นทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดีในเรื่องนี้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความพอใจในแต่ละครั้ง นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่ยอมรับอารมณ์ของคู่รักได้เสมอ ในยามที่มีอารมณ์ ความต้องการที่ไม่ตรงกัน ชาวราศีกรกฎถือเป็นคู่รักที่ดีและไม่เคยบกพร่องในเรื่องนี้แต่อย่างใด </p>
<p>อะไรที่ชาวราศีกรกฎต้องการ : ชาวกรกฎต้องการคนที่ใจเย็น สบายๆ ทำอะไรไม่รีบร้อน และมีความมั่นคงทางอารมณ์ ซึ่งจะทำให้คบกันได้นาน เขาต้องการคนที่สามารถแลกเปลี่ยนความรู้สึก ความคิดเห็นได้ เพราะเขาคิดว่าความเข้าใจและความสม่ำเสมอ คือหัวใจสำคัญที่สุดในการคบหากัน </p>
<p>เรื่องบนเตียงกับราศีสิงห์ (23 กรกฎาคม &#8211; 22 สิงหาคม)<br />
ราศีสิงห์นั้นตรงกับธาตุไฟ จึงมีอารมณ์ความรู้สึกที่ร้อนแรง และมีพละกำลังเหลือเฟือ เขาจึงจะแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึกต่อคนรักเสมอๆ แต่การถ่ายทอดความรู้สึกหรืออารมณ์ต่างๆ ของชาวสิงห์นั้น จะเป็นแบบสวยงาม ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่จะเร่าร้อนมากมายเหมือนความรักของหนุ่มสาวทั่วไป เพราะชาวสิงห์จะมีมาด มีฟอร์มของความเป็นผู้นำอยู่ ดังนั้นเวลาจะทำอะไรจึงมีมาดนี้อยู่ด้วย เห็นอย่างนี้ก็เถอะ ชาวสิงห์เป็นคนที่มั่นคงในรัก ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ และจริงใจต่อคุณเสมอ </p>
<p>อะไรที่ชาวราศีสิงห์ต้องการ : สิ่งที่ชาวสิงห์ต้องการก็คือ การได้รับการยอมรับนับถือ คำชื่นชม ซึ่งจะทำให้เขามั่นใจในตัวเองมากและเขาก็จะทำทุกอย่างเพื่อคนที่เขารักอย่างดีด้วยความเต็มใจ ชาวสิงห์ต้องการทำทุกอย่างเพื่อให้ผลออกมาดีที่สุด ดังนั้นคนรอบตัวของเขาจะต้องเข้าใจในความมุ่งมั่นของเขาและจงอย่ากวนใจเขาในยามที่เขากำลังตั้งใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ และสำหรับคนรักของชาวสิงห์ จงจำไว้ว่าเขาจะต้องเป็นที่หนึ่งในใจคุณเสมอ และอย่านอกใจหรือทรยศเป็นอันขาด </p>
<p>เรื่องบนเตียงกับราศีกันย์ (23 สิงหาคม &#8211; 22 กันยายน)<br />
เซ็กซ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับชาวกันย์ ชาวกันย์จะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดทุกขั้นตอนเพื่อให้เซ็กซ์เป็นสิ่งที่สวยงาม เป็นที่ประทับใจของตัวเองและคนรักมากที่สุด แต่ชาวราศีกันย์ไม่ใช่คนที่มีอารมณ์หรือความรู้สึกในเรื่องนี้บ่อยนัก หรือบางครั้งก็อาจจะรู้สึกอาย ดังนั้นชาวกันย์จึงต้องการการกระตุ้นความรู้สึกให้เกิดขึ้น และหลังจากนั้น ชาวกันย์ก็จะสานต่อได้อย่างดี ชาวราศีกันย์เป็นคนไม่เจ้าชู้ และมั่นใจได้ถึงแม้ว่าจะอยู่ไกลหูไกลตา</p>
<p>อะไรที่ชาวราศีกันย์ต้องการ : ด้วยความที่ชาวกันย์เป็นคนที่ดูแลเอาใจใส่สุขภาพร่างกายตัวเองอยู่เสมอ ดังนั้นจึงต้องการคนที่จะมาเป็นเพื่อนในการออกกำลังกาย ดูแลเรื่องสุขภาพ อาหารและของใช้อื่นๆ ร่วมกัน ชาวกันย์ต้องการคนรักที่มั่นคง เชื่อใจได้และให้เวลาในการเป็นส่วนตัวบ้าง และคนคนนั้นต้องเป็นคนใจเย็น อารมณ์ดี และสามารถปรึกษาพูดคุยกันได้เสมอ </p>
<p>เรื่องบนเตียงกับราศีตุลย์ (23 กันยายน &#8211; 22 ตุลาคม)<br />
เซ็กซ์เป็นเพียงแค่อารมณ์หนึ่ง ชาวตุลย์หากถูกใจใครเป็นพิเศษ คนๆ นั้นก็จะสามารถมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับชาวตุลย์ได้ไม่ยากนัก ชาวตุลย์เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย และหากใครที่กล้าพอที่จะเข้ามาคบ ก็พร้อมจะพิจารณาเสมอ และยิ่งถ้าเป็นคนที่พร้อมจะให้ทุกอย่างได้ ก็พร้อมที่จะลองคบและมีความสัมพันธ์กันแบบลึกซึ้ง แต่ระวัง เพราะคุณอาจจะเป็นของเล่นของเขาได้ และเมื่อเขาเบื่อหรือเจอคนใหม่ที่น่าสนใจกว่า เขาก็อาจจะโยนของเก่าอย่างคุณทิ้งก็ได้ </p>
<p>อะไรที่ชาวราศีตุลย์ต้องการ : คนที่พร้อมจะหยิบยื่นสิ่งต่างๆ ให้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือการกระทำ และคนๆ นั้นต้องเป็นคนที่มั่นคงและไว้ใจได้ แต่ชาวราศีตุลย์กลับไม่ต้องการให้ใครมาผูกมัด หรือตั้งกฎเกณฑ์มากๆ และอีกอย่างที่เขาต้องการคือ คนที่สามารถพูดคุยและเป็นที่ปรึกษาได้ หากใครทำได้อย่างนี้ ชาวตุลย์ก็พร้อมที่จะญาติดีด้วย และมอบความรู้สึกดีๆ ให้ รวมๆ แล้วดูเหมือนชาวตุลย์เอาแต่จะได้ แต่แท้จริงแล้วแค่เป็นคนที่คิดพิจารณามาก เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเองเท่านั้นเอง ถ้าคบไปแล้วชาวตุลย์ก็ถือว่าเป็นคนที่ใช้ได้ น่าคบหาคนหนึ่งทีเดียว </p>
<p>เรื่องบนเตียงกับราศีพิจิก (23 ตุลาคม &#8211; 21 พฤศจิกายน)<br />
ชาวพิจิกถือเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเซ็กซ์มากทีเดียว เพราะชาวพิจิกจะเป็นคนที่เร่าร้อน มีอารมณ์ทางเพศสูง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วชาวพิจิกมักจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นเรื่องนี้ก่อนเสมอ ชาวพิจิกถึงแม้จะดูเป็นคนมีเสน่ห์และเจ้าชู้ แต่ภายในใจของเขา เป็นคนที่รักใครรักจริง เทิดทูนและให้เกียรติคนรักของเขา </p>
<p>อะไรที่ชาวราศีพิจิกต้องการ : ชาวพิจิกไม่พิสมัยความท้าทายหรืออุปสรรคที่ดูจะเสี่ยงและไม่แน่นอนว่าจะดีหรือไม่ ชอบอะไรที่ดูแน่นอนและความสมบูรณ์แบบมากกว่า ต้องการและแสวงหาคนรู้ใจที่มีความหนักแน่นและเข้าใจในตัวเขาได้ดีทุกเรื่องและพร้อมจะอยู่เคียงข้างเขาเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ นอกจากนี้ยังต้องการคนรักที่มีความอบอุ่น อ่อนโยนและมีความโรแมนติก ซึ่งจะทำให้ความรักของเขาหวานชื่นอยู่เสมอ </p>
<p>เรื่องบนเตียงกับราศีธนู (22 พฤศจิกายน &#8211; 21 ธันวาคม)<br />
ชาวธนูเป็นคนธาตุไฟ มีความเร่าร้อนอยู่ในตัว ถ้าไม่พูดถึงเรื่องความรักที่ลึกซึ้งแล้ว ชาวธนูก็เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเซ็กซ์อยู่มากพอดู เขาไม่อายในเรื่องนี้ ถ้าไม่จริงจังและมีเงื่อนไขกับมันมากนัก เขาพร้อมเสมอ ชอบการพบปะสังสรรค์กับผู้คน เขาเป็นคนที่บริหารเสน่ห์ได้ดี และสำหรับคนรักของเขาจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเซ็กซ์ด้วยเพื่อที่ว่าทั้งเขาและคุณจะไปด้วยกันได้ดี </p>
<p>อะไรที่ชาวราศีธนูต้องการ : เพื่อนรู้ใจที่พร้อมจะไปกับเขาได้ทุกสถานการณ์ และไม่ทำให้เขาหนักใจหรือมีเรื่องเดือดร้อนถึงตัวเขา สำหรับคนรักของชาวธนูจะต้องเข้าใจและยอมรับในนิสัยที่รักอิสระเสรีของเขา ต้องไม่เป็นคนคิดมากหรืออ่อนไหวกับอะไรง่ายๆ ชอบคนที่ซื่อสัตย์ เปิดเผย หากคุณเป็นอย่างที่เขาต้องการหรือมีนิสัยที่คล้ายกัน คุณก็จะเป็นทั้งเพื่อนและคนรักของเขาด้วยในเวลาเดียวกัน </p>
<p>เรื่องบนเตียงกับราศีมังกร (22 ธันวาคม &#8211; 19 มกราคม)<br />
ภายใต้ความเยือกเย็นสุขุมที่ปกคลุมอยู่ภายนอก น้อยคนที่จะได้รู้ถึงความรู้สึกภายในที่เร่าร้อนซึ่งรอคอยผู้ที่มาสัมผัสและเข้าใจถึงความรู้สึกที่แท้จริง ชาวมังกรเป็นคนธาตุดิน เป็นคนไม่หวือหวา โดยเฉพาะเรื่องบนเตียง อีกทั้งเขามองว่าเป็นเรื่องที่ต้องสำรวม จะแสดงออกต่อเมื่อถึงเวลาเท่านั้น ถ้ายอมเผยความรู้สึกในเรื่องนี้กับใครแล้ว แสดงว่าเขามั่นใจว่าคนคนนั้นคือคนที่เขาจะใช้ชีวิตรักไปด้วยอีกนาน </p>
<p>อะไรที่ชาวราศีมังกรต้องการ : ชอบการแข่งขัน ความท้าทายและอุปสรรคที่ต้องฟันฝ่าเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ชาวมังกรจึงเหมาะกับคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความสง่าสูงศักดิ์ และมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับชาวมังกรได้เสมอ ต้องมีความเก่งพอๆกัน และสิ่งที่ชาวมังกรต้องการอีกสิ่งคือ คนรักที่เข้าใจในธรรมชาติของเขาผู้ซึ่งไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ ต้องปรามเขาได้ และไม่เป็นคนอ่อนไหวจนเกินไป </p>
<p>เรื่องบนเตียงกับราศีกุมภ์ (20 มกราคม &#8211; 18 กุมภาพันธ์)<br />
ด้วยความเป็นคนธาตุลมที่ต้องการความเข้าใจ ความสุขใจ เรื่องบนเตียงจะเกิดขึ้นเพื่อต้องการความสุขทางใจมากกว่าความสุขทางกาย แคร์ความรู้สึกของคนรักมาก แม้ชาวกุมภ์เป็นคนที่มีเพื่อนมาก แต่เมื่อเอ่ยถึงเรื่องส่วนตัวเขาจะให้เวลากับมันอย่างดี เพราะกลัวว่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับคนรัก ชาวกุมภ์กับเรื่องเซ็กซ์ไม่มีอะไรหวือหวา จะเป็นไปตามธรรมชาติ </p>
<p>อะไรที่ชาวราศีกุมภ์ต้องการ : ชาวกุมภ์เป็นคนที่มีความคิดและมีมุมมองกว้างขวาง มักเชื่อมั่นในความคิดและสิ่งที่ตัดสินใจลงไป ดังนั้นคนรักจึงควรเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความคิดของเขาได้ดีที่สุด ต้องการคนที่สามารถพูดคุย ให้คำปรึกษากับเขาได้และพร้อมที่จะเป็นกำลังใจเพื่อให้เขาก้าวไปสู่สิ่งที่ดียิ่งขึ้นไป นอกจากนี้เขาเป็นคนที่ไม่ดูแลตัวเองเอาเสียเลย เพราะฉะนั้นคุณจะต้องดูแลเอาใจใส่เขาให้มากๆ และคุณต้องเป็นคนรักครอบครัวด้วย นั่นคือสิ่งเขาต้องการ เพราะจะช่วยประคับประคองให้ชีวิตคู่ยั่งยืน </p>
<p>เรื่องบนเตียงกับราศีมีน (19 กุมภาพันธ์ &#8211; 20 มีนาคม)<br />
เซ็กซ์เป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ ซึ่งไม่แน่นอน บางครั้งอาจมีมากบางครั้งอาจมีน้อย ซึ่งถ้าหากคุณควบคุมอารมณ์ของคนราศีนี้ได้ ก็สามารถคุมเรื่องเซ็กซ์ของเขาได้เช่นกัน เขาเป็นคู่รักที่ดีเสมอในเรื่องนี้ ไม่เคยทำให้คุณต้องผิดหวัง มีแต่จะยิ่งหลงใหลในตัวเขามากขึ้น </p>
<p>อะไรที่ชาวราศีมีนต้องการ : คนที่สามารถมาเป็นส่วนเติมเต็มให้กับชีวิตได้ ถ้าเขาหมดหวัง อีกคนจะช่วยเป็นกำลังใจให้ นี่คือสิ่งที่เขาต้องการจากคนที่เขารัก ทำให้เขาอุ่นใจได้เสมอแม้เมื่อเจอปัญหา คุณจะต้องไม่ดูถูกความฝันของเขา แต่จะต้องคอยดึงเขาออกจากฝันนั้นบ้าง เพราะมิฉะนั้นจะกลายเป็นหลงอยู่ในความฝันจนลืมนึกถึงความเป็นจริง </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-12-%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ท้องไม่ท้อง มีsex ต้องระวัง</title>
		<link>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%b5sex-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%b5sex-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Sep 2009 01:00:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>health care</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพชีวิตคู่]]></category>
		<category><![CDATA[การตั้งท้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ถ้าผ่าไฟแดง ก็จะไม่ท้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ปล่อยข้างนอก]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้หญิงก็จะไม่ท้อง]]></category>
		<category><![CDATA[เพศสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[เพศสัมพันธ์ครั้งแรก]]></category>
		<category><![CDATA[เยื่อพรหมจรรย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthcare.hotelsza.com/?p=54</guid>
		<description><![CDATA[ข้อเท็จจริงของการตั้งท้อง…ที่ผู้ชายต้องรู้
ท้องไม่ท้อง มีsex ต้องระวัง
ความเข้าใจผิด : ผู้หญิงท้องไม่ได้หรอก…ถ้าเป็นเพศสัมพันธ์ครั้งแรก
ความจริง : ผู้หญิง มีโอกาสตั้งท้องได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ครั้งแรก หรือครั้งที่สิบ บางคนเข้าใจผิดว่า “เยื่อพรหมจรรย์” จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้หญิงตั้งท้องได้ แต่ความจริงก็คือ เยื่อพรหมจรรย์ไม่อาจปิดกั้นเชื้ออสุจิให้เดินทางไปถึงไข่ได้อย่างแน่นอน เพราะเยื่อพรหมจรรย์ไม่ได้ปิดคลุมคอมดลูกทั้งหมด นอกจากนั้น เยื่อพรหมจรรย์ยังสามารถฉีกขาดจากการทำกิจกรรมอื่นด้วย เช่น เล่นกีฬา เป็นต้น 
ความเข้าใจผิด : ถ้าปล่อยข้างนอก ผู้หญิงก็จะไม่ท้อง
ความจริง : การ ดึงอวัยวะเพศของผู้ชายออกจากช่องคลอดก่อนที่จะมีการหลั่ง จะป้องกันการตั้งครรภ์ได้เพียง 81 &#8211; 96% เท่านั้น และถึงแม้จะยังไม่มีการหลั่งเกิดขึ้น แต่ระหว่างที่แข็งตัว อวัยวะเพศชายจะผลิตของเหลว ซึ่งประกอบไปด้วยเชื้ออสุจิมากมาย และสามารถทำให้ตั้งท้องได้เช่นเดียวกัน ที่สำคัญคือ มีผู้ชายจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่ไม่สามารถบอกได้ว่า เมื่อไหร่ตัวเองจะเกิดการหลั่ง
ความเข้าใจผิด : ถ้าผ่าไฟแดง ก็จะไม่ท้อง
ความจริง : การตั้งท้องย่อมเกิดขึ้นได้ถึงแม้จะมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มีประจำเดือน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่รอบเดือนยังมาไม่ปกติหรือไม่ได้มาตรงเวลาทุกเดือน ผู้หญิงบางคนอาจมีการตกไข่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการมีประจำเดือน คือ ก่อนหรือหลังประจำเดือนเพียงไม่กี่วัน และเชื้ออสุจิสามารถอยู่ในร่างกายของผู้หญิงได้นานถึง 3 วันหลังจากมีเพศสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นหากมีการตกไข่เกิดขึ้นระหว่างนี้ ก็ย่อมจะทำให้ตั้งท้องได้
ความเข้าใจผิด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ข้อเท็จจริงของการตั้งท้อง…ที่ผู้ชายต้องรู้</strong><br />
<a href="http://healthcare.hotelsza.com/%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A1%E0%B8%B5sex-%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1/">ท้องไม่ท้อง มีsex ต้องระวัง</a><br />
ความเข้าใจผิด : ผู้หญิงท้องไม่ได้หรอก…ถ้าเป็นเพศสัมพันธ์ครั้งแรก</p>
<p>ความจริง : ผู้หญิง มีโอกาสตั้งท้องได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ครั้งแรก หรือครั้งที่สิบ บางคนเข้าใจผิดว่า “เยื่อพรหมจรรย์” จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้หญิงตั้งท้องได้ แต่ความจริงก็คือ เยื่อพรหมจรรย์ไม่อาจปิดกั้นเชื้ออสุจิให้เดินทางไปถึงไข่ได้อย่างแน่นอน เพราะเยื่อพรหมจรรย์ไม่ได้ปิดคลุมคอมดลูกทั้งหมด นอกจากนั้น เยื่อพรหมจรรย์ยังสามารถฉีกขาดจากการทำกิจกรรมอื่นด้วย เช่น เล่นกีฬา เป็นต้น </p>
<p>ความเข้าใจผิด : ถ้าปล่อยข้างนอก ผู้หญิงก็จะไม่ท้อง</p>
<p>ความจริง : การ ดึงอวัยวะเพศของผู้ชายออกจากช่องคลอดก่อนที่จะมีการหลั่ง จะป้องกันการตั้งครรภ์ได้เพียง 81 &#8211; 96% เท่านั้น และถึงแม้จะยังไม่มีการหลั่งเกิดขึ้น แต่ระหว่างที่แข็งตัว อวัยวะเพศชายจะผลิตของเหลว ซึ่งประกอบไปด้วยเชื้ออสุจิมากมาย และสามารถทำให้ตั้งท้องได้เช่นเดียวกัน ที่สำคัญคือ มีผู้ชายจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่ไม่สามารถบอกได้ว่า เมื่อไหร่ตัวเองจะเกิดการหลั่ง</p>
<p>ความเข้าใจผิด : ถ้าผ่าไฟแดง ก็จะไม่ท้อง</p>
<p>ความจริง : การตั้งท้องย่อมเกิดขึ้นได้ถึงแม้จะมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มีประจำเดือน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่รอบเดือนยังมาไม่ปกติหรือไม่ได้มาตรงเวลาทุกเดือน ผู้หญิงบางคนอาจมีการตกไข่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการมีประจำเดือน คือ ก่อนหรือหลังประจำเดือนเพียงไม่กี่วัน และเชื้ออสุจิสามารถอยู่ในร่างกายของผู้หญิงได้นานถึง 3 วันหลังจากมีเพศสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นหากมีการตกไข่เกิดขึ้นระหว่างนี้ ก็ย่อมจะทำให้ตั้งท้องได้</p>
<p>ความเข้าใจผิด : ถ้าในเพศสัมพันธ์ครั้งนั้น ผู้หญิงไม่ถึงจุดสุดยอด…ก็จะไม่ท้อง </p>
<p>ความจริง : อารมณ์ของผู้หญิงระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการตั้งท้อง ในขณะที่ผู้หญิงมีความรู้สึกทางเพศหรือได้รับการกระตุ้นทางเพศ ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น เช่น คอมดลูกจะลดต่ำลงมาเพื่อรับน้ำเชื้อของผู้ชาย และการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นไม่ว่าผู้หญิงนั้นจะถึงจุดสุดยอดหรือไม่ก็ ตาม</p>
<p>ความเข้าใจผิด : ผู้หญิงจะไม่ท้อง ถ้าสวนล้างช่องคลอดหลังจากมีเพศสัมพันธ์</p>
<p>ความจริง : การสวนล้างช่องคลอด การปัสสาวะ หรือการกระโดดขึ้นลงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ไม่ได้ช่วยป้องกันการตั้งท้องได้ เพราะเชื้ออสุจิสามารถเดินทางไปถึงคอมดลูกได้รวดเร็วกว่าที่เราคิด แต่การสวนล้างช่องคลอดมากๆ กลับจะก่อให้เกิดการระคายเคืองและทำให้มีการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ได้ ด้วย </p>
<p>2% ของผู้หญิงที่ตั้งท้องเมื่อไม่พร้อมเกิดขึ้นจากเพศสัมพันธ์ครั้งแรก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%b5sex-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สุขภาพ อาหารต้องห้าม ยามเป็นโรคต่างๆ</title>
		<link>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Sep 2009 04:14:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>health care</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารต้องห้าม]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารที่เย็นมากๆ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารประเภทหอม]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเผ็ด]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารไม่สุก]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthcare.hotelsza.com/?p=51</guid>
		<description><![CDATA[อาหารต้องห้าม ยามเป็นโรคต่างๆ
1. เป็นไข้หวัด
มี ไข้สูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารไม่สุก อาหารที่เย็นมากๆ อาหารทอด อาหารมัน ซึ่งเป็นอาหารที่ย่อยยาก จะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมือนอาหารเชื้อเพลิง หรือเป็นการเติมน้ำมันเข้าไปในกองไฟ
2. โรคกระเพาะ
ควร หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ๆ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่า นี้ ทำให้เกิดความร้อนสะสม ทำให้โรคหายยาก ทางที่ดีควรจะรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย

3. โรคความดันเลือดสูง
โดย เฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาเลือดเลือดแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีคอเรสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ไขกระดูก ไข่ปลา โกโก้ รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกาย และความชื้นก็มีผลก็ทำให้เกิดความหนืดของการไหลเวียนทุกระบบในร่างกาย และความร้อนก็จะไปกระตุ้นทำให้ความดันสูง นอกจากนี้&#8230; ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด หรืออาหารหวานมาก รวมทั้งผลไม้อย่างลำไย ขนุน ทุเรียน
4. โรคตับและถุงน้ำดี
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอด อาหารหวานจัด เพราะแพทย์จีนถือว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อาหารต้องห้าม ยามเป็นโรคต่างๆ<br />
1. เป็นไข้หวัด<br />
มี ไข้สูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารไม่สุก อาหารที่เย็นมากๆ อาหารทอด อาหารมัน ซึ่งเป็นอาหารที่ย่อยยาก จะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมือนอาหารเชื้อเพลิง หรือเป็นการเติมน้ำมันเข้าไปในกองไฟ</p>
<p>2. โรคกระเพาะ<br />
ควร หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ๆ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่า นี้ ทำให้เกิดความร้อนสะสม ทำให้โรคหายยาก ทางที่ดีควรจะรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย<br />
<span id="more-51"></span><br />
3. โรคความดันเลือดสูง<br />
โดย เฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาเลือดเลือดแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีคอเรสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ไขกระดูก ไข่ปลา โกโก้ รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกาย และความชื้นก็มีผลก็ทำให้เกิดความหนืดของการไหลเวียนทุกระบบในร่างกาย และความร้อนก็จะไปกระตุ้นทำให้ความดันสูง นอกจากนี้&#8230; ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด หรืออาหารหวานมาก รวมทั้งผลไม้อย่างลำไย ขนุน ทุเรียน</p>
<p>4. โรคตับและถุงน้ำดี<br />
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอด อาหารหวานจัด เพราะแพทย์จีนถือว่า ตับและถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหาร การได้อาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไป จะทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอลง และเกิดโทษต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง</p>
<p>5. โรคหัวใจและโรคไต<br />
ควร หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด เพราะจะทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดจะช้า ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้น ส่วนอาหารรสเผ็ดก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะทำให้กระตุ้นการไหลเวียนสูญเสียพลังงาน และหัวใจก็ทำงานหนักขึ้นเช่นกัน</p>
<p>6. โรคเบาหวาน<br />
หลีกเลี่ยง อาหารรสหวาน หรือแป้งที่มีแคลอรี่สูง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ควรรับประทานอาหารพวกถั่ว เช่น เต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด</p>
<p>7. นอนไม่หลับ<br />
หลีกเลี่ยงชา กาแฟ (รวมทั้งการสูบบุหรี่) เพราะอาหารเหล่านี้ มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอน หรือนอนไม่หลับสนิท</p>
<p>8. โรคริดสีดวงทวาร หรือท้องผูก<br />
หลีกเลี่ยงอาหารประเภทหอม กระเทียม ขิงสด พริกไทย พริก เพราะอาหารเหล่านี้อาจทำให้ท้องผูก หลอดเลือดแตก และอาการริดสีดวงทวารกำเริบ</p>
<p>9. ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ หรือโรคหอบหืด<br />
ควรหลีกเลี่ยงเนื้อแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ นม และอาหารรสเผ็ด เพราะจะไปกระตุ้นและทำให้อาหารผิวหนังกำเริบ</p>
<p>10. สิว หรือต่อมไขมันอักเสบ<br />
งด อาหารเผ็ดและมัน เพราะทำให้เกิดการสะสมความร้อนชื้นของกระเพาะอาหาร ม้าม มีผลต่อความร้อนชื้นไปอุดตันพลังของปอด ควบคุมผิวหนัง ขนตามร่างกาย ทำให้เกิดสิว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กินยาคุมนานๆ จะเป็นมะเร็งไหม</title>
		<link>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%86-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%86-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Sep 2009 14:45:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>health care</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[กินยาคุม 6-7 ปี]]></category>
		<category><![CDATA[กินยาคุมนานๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ยาคุมที่กินแล้วไม่เป็นสิว]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเลือกกินยาคุม]]></category>
		<category><![CDATA[แอนโดรเจน]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ให้เกิดสิว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthcare.hotelsza.com/?p=48</guid>
		<description><![CDATA[ กินยาคุมนานๆ จะเป็นมะเร็งไหม
มีผู้หญิงถึง หลายคนด้วยกันถามว่า วิธีเลือกกินยาคุมแล้ว ป้องกันไม่ให้เกิดสิวควรเลือกอย่างไร และถ้ากินมาแล้ว 6-7 ปีจะทำให้เป็นมะเร็งได้หรือไม่
นายแพทย์วิริยะ เล็กประเสริฐ สูตินารีแพทย์ บอกว่า ยาคุมที่กินแล้วไม่เป็นสิวก็คือยาคุมที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนและแอนโดรเจน รวมกันอยู่ใน 1 เม็ด แต่ควรเลือกชนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน
หรือฮอร์โมน เพศหญิงประมาณ 20 มิลลิกรัมต่อเม็ด ก็จะช่วยป้องกันสิวได้ แต่ในยาคุมที่มีฮอร์โมนรวม 2 ตัวนี้อยู่ก็จะมีฮอร์โมนโปรเจสโตเจน ซึ่งออกฤทธิ์ข้างเคียงเหมือนฮอร์โมนเพศชายหรือแอนโดรเจนอีก 1 ตัว

แต่ในยาคุมที่มีฮอร์โมนรวม 2 ตัวนี้อยู่ก็จะมีฮอร์โมนโปรเจสโตเจน ซึ่งออกฤทธิ์ข้างเคียงเหมือนฮอร์โมนเพศชายหรือแอนโดรเจนอีก 1 ตัว ถ้าสาวๆ คนไหนโดยปกติในร่างกายมีฮอร์โมนเพศชายมากอยู่แล้ว ก็จะทำให้มีสิวมากขึ้นได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นควรให้แพทย์เป็นผู้ช่วยเลือกให้นะคะ
ส่วนคนที่กินยาคุม 6-7 ปีแล้วกลัวเป็นมะเร็ง ก็อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าสาวคนนั้นเคยมีประวัติคนในครอครัวเป็นมะเร็งมาก่อน เนื่องจากยาคุมกำเนิดส่วนใหญ่จะทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมได้ แต่ค่อนข้างน้อย เพราะฉะนั้นควรตรวจเต้านมทุกเดือนหลังจากมีประจำเดือนประมาณ 1 อาทิตย์ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังไว้ก่อน
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://healthcare.hotelsza.com/%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%86-%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3/"><strong> กินยาคุมนานๆ จะเป็นมะเร็งไหม</strong></a></p>
<p>มีผู้หญิงถึง หลายคนด้วยกันถามว่า วิธีเลือกกินยาคุมแล้ว ป้องกันไม่ให้เกิดสิวควรเลือกอย่างไร และถ้ากินมาแล้ว 6-7 ปีจะทำให้เป็นมะเร็งได้หรือไม่</p>
<p>นายแพทย์วิริยะ เล็กประเสริฐ สูตินารีแพทย์ บอกว่า ยาคุมที่กินแล้วไม่เป็นสิวก็คือยาคุมที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนและแอนโดรเจน รวมกันอยู่ใน 1 เม็ด แต่ควรเลือกชนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน<br />
หรือฮอร์โมน เพศหญิงประมาณ 20 มิลลิกรัมต่อเม็ด ก็จะช่วยป้องกันสิวได้ แต่ในยาคุมที่มีฮอร์โมนรวม 2 ตัวนี้อยู่ก็จะมีฮอร์โมนโปรเจสโตเจน ซึ่งออกฤทธิ์ข้างเคียงเหมือนฮอร์โมนเพศชายหรือแอนโดรเจนอีก 1 ตัว<br />
<span id="more-48"></span><br />
แต่ในยาคุมที่มีฮอร์โมนรวม 2 ตัวนี้อยู่ก็จะมีฮอร์โมนโปรเจสโตเจน ซึ่งออกฤทธิ์ข้างเคียงเหมือนฮอร์โมนเพศชายหรือแอนโดรเจนอีก 1 ตัว ถ้าสาวๆ คนไหนโดยปกติในร่างกายมีฮอร์โมนเพศชายมากอยู่แล้ว ก็จะทำให้มีสิวมากขึ้นได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นควรให้แพทย์เป็นผู้ช่วยเลือกให้นะคะ</p>
<p>ส่วนคนที่กินยาคุม 6-7 ปีแล้วกลัวเป็นมะเร็ง ก็อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าสาวคนนั้นเคยมีประวัติคนในครอครัวเป็นมะเร็งมาก่อน เนื่องจากยาคุมกำเนิดส่วนใหญ่จะทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมได้ แต่ค่อนข้างน้อย เพราะฉะนั้นควรตรวจเต้านมทุกเดือนหลังจากมีประจำเดือนประมาณ 1 อาทิตย์ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังไว้ก่อน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%86-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผักผลไม้ 7 อย่าง ที่ผู้หญิง ไม่ควรพลาด</title>
		<link>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89-7-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%8d/</link>
		<comments>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89-7-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%8d/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Sep 2009 14:37:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>health care</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[Prunes]]></category>
		<category><![CDATA[www.juniorhealthguard.org]]></category>
		<category><![CDATA[กล้วย]]></category>
		<category><![CDATA[กล้วยไข่]]></category>
		<category><![CDATA[ดีต่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[บรอคโคลี่]]></category>
		<category><![CDATA[ผลไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ผัก]]></category>
		<category><![CDATA[ผักผลไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ฝรั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกพรุน]]></category>
		<category><![CDATA[สารต้านอนุมูลอิสระ]]></category>
		<category><![CDATA[ส้ม]]></category>
		<category><![CDATA[หุ่นสวยเพรียว]]></category>
		<category><![CDATA[เบต้าแคโรทีน]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นใยธรรมชาติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthcare.hotelsza.com/?p=44</guid>
		<description><![CDATA[ผักผลไม้ 7 อย่าง ที่คุณผู้หญิง ไม่ควรพลาด
พื่อ สุขภาพพลานามัยที่ดีของคุณสาวๆ ขอแนะนำผักผลไม้ 7 ชนิด สำหรับคุณผู้หญิง ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีสารที่เป็นประโยชน์แก่หญิงทุกวัย ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งงดงาม และยังช่วยชะลอความชราได้อีกด้วย ดังนี้
ลูกพรุน (Prunes)
ลูก พรุน เป็นแหล่งที่ดีของโปแตสเซียม เหล็กและไฟเบอร์ที่สำคัญพรุน ช่วยทำให้ผิวพรรณมีเลือดฝาด ผู้หญิงเราเมื่อผ่านช่วงสดใสของชีวิต คือวัยยี่สิบห้า ร่างกายก็จะเริ่มเสื่อมโทรม ไขมันเริ่มเข้าสะสมตามที่ต่างๆ มากมาย ใบหน้าที่เคยอวบอิ่มด้วยเลือดฝาด ก็เริ่มหมองคล้ำผิวพรรณจะเป็นสีชมพู- ระเรื่อหรือซีดโทรม เกิดได้หลายสาเหตุ เช่นผิวมีความหนามากขึ้นตามวัย จนมองไม่เห็น เลือดฝาด หรือเลือดไม่มีให้ฝาด คือเป็นโรคโลหิตจางนั่นเอง พรุนเป็นแหล่งธาตุเหล็กที่ดี พรุนแห้งหนึ่งขีดมีธาตุเหล็ก 2.78มิลลิกรัมและมีวิตามิน ซี ซึ่งช่วยในการดูดซึมธาตุต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นหากคุณผู้หญิงอยากมีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ริมฝีปากแดงสดเหมือนสตรอเบอรี่ แก้มแดงใสเหมือนลูกเชอรี่ โดยไม่ต้องใช้เครื่องสำอางดู เป็นคนที่มีสุขภาพดีสมบูรณ์ด้วยเลือดฝาด ลองรับประทานลูกพรุนสดๆ หรือลูกพลัมดูสิค่ะไม่เลวเลยทีเดียว
ถั่ว

ผู้หญิง ทุกคนอยากมีหุ่นสวยเพรียว ไม่มีไขมันส่วนเกินสะสม“ถั่วช่วยคุณได้ค่ะ ถั่วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน เหล็ก วิตามินบี นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบว่า เมื่อคุณรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://healthcare.hotelsza.com/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89-7-%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%8D/"><strong>ผักผลไม้ 7 อย่าง ที่คุณผู้หญิง ไม่ควรพลาด</strong></a></p>
<p>พื่อ สุขภาพพลานามัยที่ดีของคุณสาวๆ ขอแนะนำผักผลไม้ 7 ชนิด สำหรับคุณผู้หญิง ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีสารที่เป็นประโยชน์แก่หญิงทุกวัย ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งงดงาม และยังช่วยชะลอความชราได้อีกด้วย ดังนี้</p>
<p><strong>ลูกพรุน (Prunes)</strong></p>
<p>ลูก พรุน เป็นแหล่งที่ดีของโปแตสเซียม เหล็กและไฟเบอร์ที่สำคัญพรุน ช่วยทำให้ผิวพรรณมีเลือดฝาด ผู้หญิงเราเมื่อผ่านช่วงสดใสของชีวิต คือวัยยี่สิบห้า ร่างกายก็จะเริ่มเสื่อมโทรม ไขมันเริ่มเข้าสะสมตามที่ต่างๆ มากมาย ใบหน้าที่เคยอวบอิ่มด้วยเลือดฝาด ก็เริ่มหมองคล้ำผิวพรรณจะเป็นสีชมพู- ระเรื่อหรือซีดโทรม เกิดได้หลายสาเหตุ เช่นผิวมีความหนามากขึ้นตามวัย จนมองไม่เห็น เลือดฝาด หรือเลือดไม่มีให้ฝาด คือเป็นโรคโลหิตจางนั่นเอง พรุนเป็นแหล่งธาตุเหล็กที่ดี พรุนแห้งหนึ่งขีดมีธาตุเหล็ก 2.78มิลลิกรัมและมีวิตามิน ซี ซึ่งช่วยในการดูดซึมธาตุต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นหากคุณผู้หญิงอยากมีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ริมฝีปากแดงสดเหมือนสตรอเบอรี่ แก้มแดงใสเหมือนลูกเชอรี่ โดยไม่ต้องใช้เครื่องสำอางดู เป็นคนที่มีสุขภาพดีสมบูรณ์ด้วยเลือดฝาด ลองรับประทานลูกพรุนสดๆ หรือลูกพลัมดูสิค่ะไม่เลวเลยทีเดียว</p>
<p><strong>ถั่ว</strong><br />
<span id="more-44"></span><br />
ผู้หญิง ทุกคนอยากมีหุ่นสวยเพรียว ไม่มีไขมันส่วนเกินสะสม“ถั่วช่วยคุณได้ค่ะ ถั่วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน เหล็ก วิตามินบี นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบว่า เมื่อคุณรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้ (ซึ่งถั่วมีอยู่แล้วมากมาย) ไฟเบอร์จะเคลือบผิวกระเพาะ ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและอิ่ม-นานความอยากอาหารจะลดลง ซึ่งแน่นอนว่ามีประโยชน์กับคุณสุภาพสตรี ที่ต้องการลดความอ้วนเป็นอย่างมาก</p>
<p><strong>บรอคโคลี่</strong></p>
<p>เป็น พืชอีกชนิดหนึ่งที่เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับคุณสุภาพสตรีทั้งหลาย เพราะบรอคโคลี่เป็นแหล่งซีลีเนียมตามธรรมชาติ ซึ่งเจ้าตัวซีลีเนียมนี้แหละค่ะ ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ (ซีลีเนียม จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง จึงทำให้ผิวดูอ่อนวัยนุ่มนิ่ม มีน้ำมีนวลเหมือนหนุ่มสาว ) แถมยังช่วยลบริ้วรอยเหี่ยวย่นอีกด้วย</p>
<p><strong>แอปเปิ้ล</strong></p>
<p>มี สารสำคัญ คือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่ชื่อ “เพคติน”แต่ที่น่าสนใจสำคัญคุณผู้หญิงทั้งหลายคือ เจ้าตัว “เพคติน”นี้มีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนัก และลดโคเลสเตอรอลหากคุณหิวจนตาลาย แต่ยังไม่ถึงเวลาอาหารแอปเปิ้ลสักลูก จะช่วยลดความหิวได้ เพราะแอปเปิ้ลมีแป้งและน้ำตาล ในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75 % ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึม น้ำตาลพิเศษชนิดนี้ได้รวดเร็ว และนำไปใช้ประโยชน์ได้ ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ดังนั้น ความอยากอาหารจึงลดลงทำให้คุณไม่รู้สึกหงุดหงิด หรือ อ่อนเพลีย แอปเปิ้ล 2-3 ผลต่อวัน ช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้ เพราะแอปเปิ้ลมีเพคตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ผลจากการวิจัยชี้ว่า เมื่อกรดในทางเดินอาหารย่อยสลายไขมัน และแยกโคเลสเตอรอลออกมาเสร็จสิ้นแล้ว เพคตินจากแอปเปิ้ล จะไปคอยดักจับโคเลสเตอรอลเหล่านั้น และพาไปทิ้งก่อนที่จะถูกดูดกลับเข้าร่างกาย</p>
<p><strong>กล้วยไข่</strong></p>
<p>กล้วย ทุกชนิดดีต่อสุขภาพ แต่กล้วยไข่ดีเป็นพิเศษ ในเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระที่เรารู้จักกันดี คือ เบต้าแคโรทีนโดยธรรมชาติ เมื่อเราอายุพ้นยี่สิบสองไปแล้ว ความเจริญเติบโตของร่างกาย จะเริ่มหยุดชะงัก ความเสื่อมในส่วนต่างๆ ของร่างกายก็จะเริ่มมาเยือนอย่างช้าๆ ขณะนั้นเองมีสองสิ่งที่สำคัญเกิดขี้นในร่างกายของเรา ซึ่งก็คือ สิ่งแรก เซลล์ในร่างกายทุกเซลล์จะผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น สิ่งที่สองความสามารถในการซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอของร่างกายจะลดลงเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นความสามารถ ในการจำกัดอนุมูลอิสระ ( Detoxification )ก็ลดลงอย่างน่าตกใจเช่นกัน ดังนั้น กลยุทธ์ที่คุณจะสู้กับความแก่ด้วยตนเอง ก็คือ คุณต้องรับประทานอาหาร ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระให้มาก ซึ่งสารนี้เรารู้จักในชื่อที่ เรียกว่า แอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidants) ซึ่งในกล้วยไข่ 1 ขีด มีสารเบต้าแคโรทีนถึง 492 มิลลิกรัม</p>
<p><strong>ฝรั่ง</strong></p>
<p>คุณ ผู้หญิงทั้งหลายทราบหรือไม่คะว่าฝรั่ง 1 ขีดมีวิตามินซีสูงถึง180 มิลลิกรัม วิตามินซี มีบทบาทในการสร้างคอลลาเจน ที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณเต่งตึง ไม่แก่ก่อนวัยวิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเจ้าตัวสารต้านอนุมูลอิสระนี้เอง ที่ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสภาพ ผิวหนังแห้งเหี่ยว เกิดริ้วรอยตีนกาวิตามินซี มีความสำคัญต่อการสร้าง และบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (ConnectiveTissue) เซลล์นับล้านๆ ตัวเกาะเกี่ยวกันเป็นร่างกายได้ ด้วยเนื้อเยื่อที่เรียกว่า คอลลาเจนมันคือคอลลาเจนตัวเดียวกันกับคอลลาเจน ที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณผู้หญิงทั้งหลายเต่งตึงนั่นเอง และเพราะฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินซีนั่นเอง คุณๆ ทั้งหลายที่อยากคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวให้แก่ผิวสวยไว้นานๆ น่าจะลองหันมารับประทานฝรั่งเป็นประจำนะคะ</p>
<p><strong>ส้ม</strong></p>
<p>แหล่ง วิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยธรรมชาติ การรับประทานส้มโดยไม่คายกาก จะช่วยคุมน้ำหนักได้อีกวิธีหนึ่ง เพราะจะทำให้รู้สึกอิ่มท้องเร็ว เป็นประโยชน์สำหรับ คนที่ต้องการลดน้ำหนักได้อย่างดีทีเดียวค่ะ นอกจากนี้ หากรู้สึกหิวก่อนเวลา แทนที่จะนึกถึงเค้กก้อนโต หรือโดนัทชิ้นใหญ่ ให้ลองหยิบส้มสักลูกเข้าปากแทน จะได้ประโยชน์มากกว่าในราคาที่ถูกกว่าด้วยนะคะ</p>
<p>ผักและผลไม้ทั้ง 7 ชนิดที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นสำหรับคุณๆ ผู้หญิงทุกท่านที่ต้องการรักษาสุขภาพ นอกจากผักผลไม้ทั้งเจ็ดนี้แล้ว ผักและผลไม้อื่นๆ ก็มีคุณประโยชน์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน สถาบันโภชนาการแห่งชาติอเมริกา จึงได้แนะนำขนาดในการรับประทานผักผลไม้ในแต่ละวันว่า ควรจะรับประทานรวมกันให้ได้ วันละครึ่งกิโล หรือ 5 ขีดจะช่วยให้คุณๆ ทั้งหลาย มีสุขภาพแข็งแรง แจ่มใส ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมารบกวนค่ะ</p>
<p>ภก. สรจักร ศิริบริรักษ์</p>
<p>  	  	แหล่งข้อมูล : www.juniorhealthguard.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89-7-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%8d/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เคล็ดลับ 10 ประการ เพื่อผมสวย</title>
		<link>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-10-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-10-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Sep 2009 14:33:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>health care</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพเส้นผม hair care]]></category>
		<category><![CDATA[Alopecia areta]]></category>
		<category><![CDATA[bubble hair]]></category>
		<category><![CDATA[conditioning shampoo]]></category>
		<category><![CDATA[deep conditioner]]></category>
		<category><![CDATA[HealthToday]]></category>
		<category><![CDATA[hood]]></category>
		<category><![CDATA[instant conditioner]]></category>
		<category><![CDATA[silicon]]></category>
		<category><![CDATA[ผมบาง]]></category>
		<category><![CDATA[ผมร่วง]]></category>
		<category><![CDATA[สารซิลิโคน]]></category>
		<category><![CDATA[หลังสระผม]]></category>
		<category><![CDATA[อย่าหวีผมตอนผมเปียก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthcare.hotelsza.com/?p=39</guid>
		<description><![CDATA[เคล็ดลับ 10 ประการ เพื่อผมสวย
คน ส่วนมากมักมาพบแพทย์ผิวหนังด้วยเรื่องปัญหาผมร่วงหรือผมบาง ซึ่งมีสาเหตุมากมาย เช่น ผมร่วงเฉพาะที่ (Alopecia areta) ผมบางแบบกรรมพันธุ์ ผมร่วงจากความเครียด เป็นต้น ซึ่งการรักษาส่วนมากต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน และระหว่างนี้ คนเหล่านี้ก็มักจะถามว่าควรดูแลสุขภาพผมให้ดีได้อย่างไร? ซึ่งเป็นคำถามที่แพทย์ผิวหนังจะโดนถามบ่อยมาก ผมจึงรวบรวมเคล็ดลับการดูแลผมซึ่งสามารถใช้ได้กับผมปกติ เพื่อที่เส้นผมเหล่านี้จะอยู่กับคุณต่อไปได้นานๆ ครับ
อย่ายุ่งกับผมมากนัก
เวลาที่คุณไปร้านทำผมนั้น ช่างทำผมมักแนะนำให้ทำผมต่างๆ มากมายนอกจากการสระหรือตัดผม เช่น ย้อม ดัด หมัก และในปัจจุบันมีการทำสปาหนังศีรษะและผมอีก ซึ่งผมมักแนะนำว่าให้ทำได้ แต่อย่าทำบ่อยเกินไป อย่าลืมว่าผมของคุณนั้นเป็นส่วนที่ตายแล้ว ถ้าคุณไปดัดหรือย้อมผมมากเกินไป จนเสียแตกหรือหักแล้วก็ไม่สามารถจะซ่อมแซมได้ครับ
เลือกหวี (comb) ที่ดี

สิ่งที่ทำอันตรายต่อเส้นผม หรือหนังศีรษะที่สำคัญประการหนึ่งคือ การหวีผม เพราะเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องทำเป็นประจำทุกวัน ก่อนอื่นควรเลือกหวีที่มีฟันกว้างพอสมควร เพราะถ้าคุณเลือกหวีที่ฟันแคบไป ก็จะเป็นอันตรายต่อเส้นผมหรือหนังศีรษะได้ และถ้าสามารถเลือกหวีที่มีสารเทฟลอน (Teflon) เคลือบไว้ที่ฟันด้วยก็จะช่วยลดแรงเสียดทานต่างๆ ได้มากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ว่าต้องหวีผมให้ได้ถึงวันละ 100 หน เพื่อให้ผมมีสุขภาพที่ดี เป็นความเชื่อที่ผิดนะครับ เพราะถ้าคุณหวีวันละ 100 หนเป็นเวลานานๆ ผมจะร่วงมากกว่าครับ เพราะเป็นการทำอันตรายต่อเส้นผมและหนังศีรษะ โดยทั่วไปผมแนะนำให้หวีวันละ 5-10 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://healthcare.hotelsza.com/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A-10-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9C%E0%B8%A1/"><strong>เคล็ดลับ 10 ประการ เพื่อผมสวย</strong></a></p>
<p>คน ส่วนมากมักมาพบแพทย์ผิวหนังด้วยเรื่องปัญหาผมร่วงหรือผมบาง ซึ่งมีสาเหตุมากมาย เช่น ผมร่วงเฉพาะที่ (Alopecia areta) ผมบางแบบกรรมพันธุ์ ผมร่วงจากความเครียด เป็นต้น ซึ่งการรักษาส่วนมากต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน และระหว่างนี้ คนเหล่านี้ก็มักจะถามว่าควรดูแลสุขภาพผมให้ดีได้อย่างไร? ซึ่งเป็นคำถามที่แพทย์ผิวหนังจะโดนถามบ่อยมาก ผมจึงรวบรวมเคล็ดลับการดูแลผมซึ่งสามารถใช้ได้กับผมปกติ เพื่อที่เส้นผมเหล่านี้จะอยู่กับคุณต่อไปได้นานๆ ครับ</p>
<p>อย่ายุ่งกับผมมากนัก</p>
<p>เวลาที่คุณไปร้านทำผมนั้น ช่างทำผมมักแนะนำให้ทำผมต่างๆ มากมายนอกจากการสระหรือตัดผม เช่น ย้อม ดัด หมัก และในปัจจุบันมีการทำสปาหนังศีรษะและผมอีก ซึ่งผมมักแนะนำว่าให้ทำได้ แต่อย่าทำบ่อยเกินไป อย่าลืมว่าผมของคุณนั้นเป็นส่วนที่ตายแล้ว ถ้าคุณไปดัดหรือย้อมผมมากเกินไป จนเสียแตกหรือหักแล้วก็ไม่สามารถจะซ่อมแซมได้ครับ</p>
<p>เลือกหวี (comb) ที่ดี<br />
<span id="more-39"></span><br />
สิ่งที่ทำอันตรายต่อเส้นผม หรือหนังศีรษะที่สำคัญประการหนึ่งคือ การหวีผม เพราะเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องทำเป็นประจำทุกวัน ก่อนอื่นควรเลือกหวีที่มีฟันกว้างพอสมควร เพราะถ้าคุณเลือกหวีที่ฟันแคบไป ก็จะเป็นอันตรายต่อเส้นผมหรือหนังศีรษะได้ และถ้าสามารถเลือกหวีที่มีสารเทฟลอน (Teflon) เคลือบไว้ที่ฟันด้วยก็จะช่วยลดแรงเสียดทานต่างๆ ได้มากขึ้นด้วย<br />
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ว่าต้องหวีผมให้ได้ถึงวันละ 100 หน เพื่อให้ผมมีสุขภาพที่ดี เป็นความเชื่อที่ผิดนะครับ เพราะถ้าคุณหวีวันละ 100 หนเป็นเวลานานๆ ผมจะร่วงมากกว่าครับ เพราะเป็นการทำอันตรายต่อเส้นผมและหนังศีรษะ โดยทั่วไปผมแนะนำให้หวีวันละ 5-10 ครั้งก็พอแล้ว</p>
<p>เลือกแปรง (brush) ที่ดี</p>
<p>ลักษณะของแปรงผมที่ดี ควรมีตัวฟันแปรงห่างกันพอสมควร และทำด้วยพลาสติกที่มีปลายเป็นจุดบอลเล็กๆ ติดอยู่เพื่อลดโอกาสที่จะขีดข่วน ทำอันตรายต่อหนังศีรษะของคุณ ปัจจุบันแปรงที่กำลังนิยมกันมาก คือแปรงที่ทำจากไม้ซี่เล็กๆ มีปลายค่อนข้างแหลม เพราะเชื่อว่าเป็นผลิตธรรมชาติที่ดี ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ วิธีง่ายๆ ในการเลือกซื้อ<br />
ก็คือลองแปรงผมของคุณ ถ้าคุณรู้สึกเจ็บหรือปวดก็แสดงว่าแปรงนั้นไม่เหมาะกับหนังศีรษะของคุณ</p>
<p>อย่าหวีผมตอนผมเปียก</p>
<p>เวลาหลังสระผมนั้นผมมักจะเปียกและพันกัน คนส่วนมากมักจะหวีหรือแปรงผมเพื่อที่จะให้ผมดูดี แต่เวลาที่ผมเปียกนั้นเป็นช่วงที่เส้นผมจะอ่อนแอมาก ไม่ควรไปทำอะไรกับเส้นผมช่วงนั้นมาก อาจจะใช้นิ้วมือช่วยสางผมจากโคนผมถึงปลายผม และเมื่อเวลาที่ผมเกือบแห้งแล้ว จึงค่อยใช้หวีหรือแปรงผมจะดีกว่าครับ</p>
<p>ไม่ควรเป่าผมด้วยความร้อน</p>
<p>คนส่วนใหญ่นิยมเป่าผมให้แห้งโดยใช้ความร้อนสูง โดยใช้เครื่องเป่าผมที่บ้านหรือใช้ที่ครอบผม (hood) ในร้านทำผม ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะความร้อนจะสลายเส้นผมได้ และทำให้น้ำในเส้นผมระเหยออกอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิด &#8220;bubble hair&#8221; ซึ่งจะทำให้เส้นผมแตกหักได้ ความจริงแล้วควรใช้ที่เป่าผมให้ลมออกมาในอุณหภูมิปกติ (แต่ผู้ใช้ส่วนมากมักไม่ชอบ) ผมจึงแนะนำให้ใช้ความร้อนน้อยที่สุดก็แล้วกันครับ</p>
<p>อย่าแกะหรือเกาหนังศีรษะ</p>
<p>ในคนที่มีรังแคหรือผิวหนังอักเสบที่ศีรษะ บางคนจะมีอาการคันที่หนังศีรษะร่วมด้วย และมักจะคอยแกะหรือเกาทำให้ผมร่วงได้ ซึ่งบางทีจะรักษายากกว่าอาการรังแคเองเสียอีก ถ้าคุณมีรังแคหรือคันศีรษะมาก ควรพบแพทย์ผิวหนังดีกว่า เพราะอาจจำเป็นต้องใช้โลชั่นในกลุ่มของสเตียรอยด์ ร่วมกับแชมพูยาสระผม และในรายที่มีอาการคันมากอาจต้องใช้ยา antihistamine ชนิดรับประทานเพื่อช่วยอาการคันในช่วงแรกครับ</p>
<p>ลองใช้ conditioning shampoo ดู</p>
<p>ส่วนมากคนที่มาหาหมอผิวหนังนั้น มักมีผมที่เสียมากพอสมควร การใช้แชมพูที่ผสมครีมนวดผม (conditioner) จะช่วยได้<br />
แต่หมอผิวหนังก็มักแนะนำให้ใช้แยกกัน โดยใช้ครีมนวดผม (conditioner) ตามหลังแชมพู</p>
<p>ควรใช้ instant conditioner ตามหลังการสระผม</p>
<p>instant conditioner ก็คือ conditioner ที่ใช้ทันทีหลังสระผม ซึ่งพวกนี้ระยะหลังๆ มักมีสารซิลิโคน (silicon) ประกอบด้วย การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ จะช่วยให้สภาพเส้นผมดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อยครับ</p>
<p>ลองใช้ deep conditioner อาทิตย์ละหน</p>
<p>การ ใช้ deep conditioner จะเหมาะกับผมที่ได้รับการดัด ย้อม หรือทำเป็นเส้นตรง โดยการหมักไว้ประมาณ 20-30 นาที ซึ่งมี 2 ชนิด คือ ชนิดน้ำมัน (oil) หรือโปรตีน (protein) โดยมากผมมักแนะนำให้ใช้แบบโปรตีน เพราะใช้ได้ทุกสภาพเส้นผม ส่วนชนิดน้ำมันเหมาะกับผมหยักศกที่ยืดเป็นผมเส้นตรง</p>
<p>ตัดผมเสียที่ปลายผมออกไป</p>
<p>คนส่วนมากมักไม่ค่อยอยากตัดผมที่เสียบริเวณปลายผมทิ้ง เพราะอยากเก็บผมไว้นานๆ แต่หมอผิวหนังมักแนะนำให้ตัดเล็มออกไป เพราะผมที่เสียแล้วไม่มีประโยชน์ แถมยังทำให้ผมฟูฟ่องจัดทรงได้ยากอีกด้วยครับ  </p>
<p>อ่าน 10 วิธีดูแลรักษาเส้นผมให้ดีนี้แล้ว อย่าลืมนำไปปฏิบัตินะครับ เพื่อผมสวยสุขภาพแข็งแรงไปได้อีกนาน  </p>
<p>นพ.ชูชัย ตั้งเลิศสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง</p>
<p>  	  	แหล่งข้อมูล : นิตยสาร HealthToday</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-10-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สาว 6 อาชีพ กับเส้นเลือดขอด</title>
		<link>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7-6-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%82/</link>
		<comments>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7-6-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%82/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Sep 2009 14:28:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>health care</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[HealthToday]]></category>
		<category><![CDATA[Spider Vein]]></category>
		<category><![CDATA[Varicose Veins]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษาแบบผ่าตัด]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษาแบบไม่ผ่าตัด]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครู]]></category>
		<category><![CDATA[นางพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงานขายในห้างสรรพสินค้า]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงานต้อนรับ]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงานเก็บค่าโดยสารรถประจำทาง]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอด]]></category>
		<category><![CDATA[สาว 6 อาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[สาวออฟฟิศ]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นเลือดขอด]]></category>
		<category><![CDATA[แอร์โฮสเตส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthcare.hotelsza.com/?p=35</guid>
		<description><![CDATA[สาว 6 อาชีพ กับเส้นเลือดขอด
ส้นเลือดขอด (Varicose Veins) หรือ Spider Vein เป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้ผู้หญิงกลุ้มใจ แถมยังมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย 3 เท่าเลยทีเดียว
เส้น เลือดขอดมักเกิดตามผิวของขา ตั้งแต่บริเวณตาตุ่มขึ้นไปจนถึงขาหนีบด้านใน พบบ่อยบริเวณน่อง โดยเฉพาะกับผู้ที่ต้องใช้ขารับน้ำหนักตัวมาก คนอ้วน หญิงตั้งครรภ์ คนที่ต้องยกของหนักเป็นประจำ หรือคนที่ต้องยืนนานๆ เกิดเมื่อถึงวัยชรา เกิดจากกรรมพันธุ์ มีความผิดปกติของหลอดเลือดดำ-แดงที่ขา อักเสบอุดตัน หรือบางคนโชคไม่ดีอาจมีก้อนเนื้องอกในช่องท้อง หรืออุ้งเชิงกรานไปกดหลอดเลือดดำ เป็นต้น
สาเหตุที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด ดูเหมือนเส้นเลือดโป่งพองเห็นเป็นสีคล้ำเขียว-แดง และมีความยาวคดเคี้ยวขยุกขยิก เกิดจากการคั่งของเลือดในเส้นเลือดดำบริเวณขา ที่ปกติจะถูกบีบให้ไหลขึ้นสู่หัวใจ โดยอาศัยแรงบีบตัวของกล้ามเนื้อบริเวณขา ภายในหลอดเลือดดำจะมีลิ้นเล็กๆ อยู่ภายในๆ คอยกั้นเป็นช่วงๆ ไม่ให้เลือดย้อนกลับไปที่เท้า แต่เมื่อระบบไหลเวียนของเลือดทำงานไม่สะดวก ทำให้หลอดเลือดของขาขยายตัวกว้างขึ้น พลอยดึงให้ลิ้นถ่างออก เมื่อลิ้นไม่อาจปิดได้สนิท เลือดก็ทะลักไหลย้อนลงมาคั่งอยู่ในหลอดเลือดดำของขาบริเวณใกล้ผิวหนัง โดยอาการของเส้นเลือดขอดมีตั้งแต่เป็นน้อยๆ ไปจนเรียกว่าระยะรุนแรง คือผิวหนังบริเวณที่มีเส้นเลือดขอด แตกเป็นแผลอักเสบเรื้อรังมีน้ำเหลือง รักษาหายยาก และอาจมีเลือดออกรุนแรง

และหากจะพิจารณาถึงอาชีพของผู้หญิง ที่เสี่ยงเกิดเส้นเลือดขอดก็มักเป็น คุณครู นางพยาบาล แอร์โฮสเตส พนักงานขายในห้างสรรพสินค้า พนักงานเก็บค่าโดยสารรถประจำทาง และสาวออฟฟิศ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://healthcare.hotelsza.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7-6-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%82/"><strong>สาว 6 อาชีพ กับเส้นเลือดขอด</strong></a></p>
<p>ส้นเลือดขอด (Varicose Veins) หรือ Spider Vein เป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้ผู้หญิงกลุ้มใจ แถมยังมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย 3 เท่าเลยทีเดียว</p>
<p>เส้น เลือดขอดมักเกิดตามผิวของขา ตั้งแต่บริเวณตาตุ่มขึ้นไปจนถึงขาหนีบด้านใน พบบ่อยบริเวณน่อง โดยเฉพาะกับผู้ที่ต้องใช้ขารับน้ำหนักตัวมาก คนอ้วน หญิงตั้งครรภ์ คนที่ต้องยกของหนักเป็นประจำ หรือคนที่ต้องยืนนานๆ เกิดเมื่อถึงวัยชรา เกิดจากกรรมพันธุ์ มีความผิดปกติของหลอดเลือดดำ-แดงที่ขา อักเสบอุดตัน หรือบางคนโชคไม่ดีอาจมีก้อนเนื้องอกในช่องท้อง หรืออุ้งเชิงกรานไปกดหลอดเลือดดำ เป็นต้น</p>
<p>สาเหตุที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด ดูเหมือนเส้นเลือดโป่งพองเห็นเป็นสีคล้ำเขียว-แดง และมีความยาวคดเคี้ยวขยุกขยิก เกิดจากการคั่งของเลือดในเส้นเลือดดำบริเวณขา ที่ปกติจะถูกบีบให้ไหลขึ้นสู่หัวใจ โดยอาศัยแรงบีบตัวของกล้ามเนื้อบริเวณขา ภายในหลอดเลือดดำจะมีลิ้นเล็กๆ อยู่ภายในๆ คอยกั้นเป็นช่วงๆ ไม่ให้เลือดย้อนกลับไปที่เท้า แต่เมื่อระบบไหลเวียนของเลือดทำงานไม่สะดวก ทำให้หลอดเลือดของขาขยายตัวกว้างขึ้น พลอยดึงให้ลิ้นถ่างออก เมื่อลิ้นไม่อาจปิดได้สนิท เลือดก็ทะลักไหลย้อนลงมาคั่งอยู่ในหลอดเลือดดำของขาบริเวณใกล้ผิวหนัง โดยอาการของเส้นเลือดขอดมีตั้งแต่เป็นน้อยๆ ไปจนเรียกว่าระยะรุนแรง คือผิวหนังบริเวณที่มีเส้นเลือดขอด แตกเป็นแผลอักเสบเรื้อรังมีน้ำเหลือง รักษาหายยาก และอาจมีเลือดออกรุนแรง<br />
<span id="more-35"></span><br />
และหากจะพิจารณาถึงอาชีพของผู้หญิง ที่เสี่ยงเกิดเส้นเลือดขอดก็มักเป็น คุณครู นางพยาบาล แอร์โฮสเตส พนักงานขายในห้างสรรพสินค้า พนักงานเก็บค่าโดยสารรถประจำทาง และสาวออฟฟิศ ซึ่งด้วยหน้าที่การงานมีรายละเอียด ทำให้เข้าข่ายเสี่ยงดังนี้</p>
<p>•<br />
	คุณครู หรือ ที่เราเปรียบเทียบว่าเป็น “เรือจ้าง” เป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะทางด้านสมอง กายและใจไปพร้อมๆ กัน นั่นคือการพูด-การเขียนอธิบายและถ่ายทอดความรู้ให้ลูกศิษย์ ต้องยืนสอนหน้าชั้นเป็นเวลาติดต่อกันหลายชั่วโมง ซึ่งอาชีพครูบ้านเราต้องใส่ชุดฟอร์มที่ทางโรงเรียนจัดให้ หรือไม่ก็ต้องแต่งกายเรียบร้อย ใส่ถุงน่อง และรองเท้าส้นสูง อันเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดได้ง่าย</p>
<p>•<br />
	นางพยาบาล เป็นวิชาชีพที่ต้องใช้ทักษะการบริการทางการแพทย์ไปพร้อมๆ กับใจที่รักการบริการ ความรับผิดชอบของนางพยาบาลบ้านเรานั้น มีตั้งแต่การเป็นผู้ช่วยแพทย์ระหว่างการตรวจรักษา การเดินดูแลพยาบาคนป่วย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย งานเดินเอกสาร ฯลฯ ดังนั้นอาชีพนี้ จึงต้องอาศัยความอดทนและคล่องตัวสูง ทำให้เท้าต้องรับน้ำหนักตัวตลอดวัน ดังนั้น จะเห็นได้ว่านางพยาบาลหลายคนใส่ผ้ายืดหรือ support รัดน่อง เพื่อป้องกันไว้ก่อน</p>
<p>•<br />
	แอร์โฮสเตส เป็นอาชีพหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากจากสาวๆ ในปัจจุบัน เพราะแรงจูงใจในเรื่องของค่าตอบแทน และโอกาสท่องเที่ยว แต่อาชีพนางฟ้าก็ต้องแลกกับการยืนและเดินนานๆ เพื่อดูแลผู้โดยสารตลอดชั่วโมงบิน และที่สำคัญยังต้องเผชิญกับภาวะความดันทางอากาศ จากการขึ้น-ลงเครื่องบินเป็นประจำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดมากกว่าอาชีพอื่นๆ ทางป้องกันที่ดีที่สุด คือการเปลี่ยนรองเท้าส้นเตี้ย ขณะบริการเสิร์ฟอาหารแก่ผู้โดยสาร หมั่นเดินไปมาเพื่อเพิ่มระบบหมุนเวียนโลหิต และควรใส่ถุงน่องที่รัดและกระชับใต้เข่า</p>
<p>•<br />
	พนักงานขายในห้างสรรพสินค้า / พนักงานต้อนรับ การยืนเรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของอาชีพนี้ก็ว่าได้ เนื่องจากการยืน หมายถึง ความพร้อมและความเต็มใจของพนักงานที่จะให้บริการ เพื่อสร้างความประทับใจแก่ลูกค้า โดยเฉลี่ยแล้วอาจจะต้องยืนติดต่อกัน ประมาณ 6-8 ชั่วโมงเลยทีเดียว!</p>
<p>•<br />
	พนักงานเก็บค่าโดยสารรถประจำทาง นอกจากจะต้องสูดดมควันจากท่อไอเสีย และอยู่ในสภาพที่มีคนแออัดตลอดเวลา ก็ยังต้องเดินและยืนเก็บค่าโดยสารตลอดสายครั้งละหลายชั่วโมง แถมยังต้องทรงตัวให้ดีเมื่อยามรถจอดหรือเบรกอีกต่างหาก</p>
<p>•<br />
	สาวออฟฟิศ ฟังดูแล้วเป็นอาชีพที่เสี่ยงเป็นเส้นเลือดขอดน้อยที่สุด แต่คุณทราบหรือไม่ว่า การที่นั่งโต๊ะนานๆ ด้วยการนั่งไขว่ห้างนี้เอง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด หรือสาวออฟฟิศบางคนชะล่าใจ คิดว่าตนเองไม่ต้องยืนเป็นเวลานานๆ ก็ใส่ร้องเท้าส้นสูงรับกับกระแสแฟชั่น แต่กลับลืมไปว่าบางครั้งก็ต้องเดินไปมา เพื่อติดต่อเอกสารหรือฝ่ายต่างๆ ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดแบบไม่รู้ตัวก็มี</p>
<p>ทั้งนี้ หากว่าคุณมีเส้นเลือดขอด ก็อย่าเพิ่งตระหนก เพราะหากคุณไม่มีอาการปวดหรือบวมร่วม ก็อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ก็ป้องกันและบรรเทาได้ หรือสำหรับคนที่มีอาการปวด ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นมากจนรักษาไม่ได้ เพราะปัจจุบันเรามีการรักษาแบบไม่ผ่าตัดและผ่าตัด ที่เหมาะต่ออาการของแต่ละคน</p>
<p><strong>วิธีป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอด</strong></p>
<p>•<br />
	ถ้าคุณเป็นคนอ้วนควรลดน้ำหนักเป็นอันดับแรก เพื่อลดแรงกดน้ำหนักลงที่เท้าและขา</p>
<p>•<br />
	หลีก เลี่ยงการยืน หรือการนั่งเฉยๆ หรือนั่งไขว่ขาเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อไม่บีบตัวไล่เลือด ในกรณีที่อาชีพการงานบังคับ ต้องอาศัยการออกกำลังกายผ่อนคลายกล้ามเนื้อน่อง และขา โดยการเขย่งปลายเท้าขึ้นและลง หรือการบีบและคลายนิ้วเท้าทุกครึ่งชั่วโมง และพอถึงช่วงที่ได้นั่งพัก ให้ถอดรองเท้าส้นสูงออก นั่งลงบนเก้าอี้ หลังตรงและยกขาขึ้นหนึ่งข้างให้สูงระดับสะโพก และหมุนข้อเท้าเป็นวงกลมไปมา จากนั้นให้งุ้มเท้าชี้ขึ้นและลง จากนั้นทำสลับอีกข้าง</p>
<p>•<br />
	หลีก เลี่ยงการใส่ถุงเท้ายาวหรือถุงน่องที่รัดเหนือเข่า ซึ่งทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดไหลไม่สะดวก ในกรณีที่จำเป็นต้องสวมถุงเท้าหรือถุงน่อง ควรเลือกเนื้อผ้าที่มีความยืดหยุ่น และเลือกแบบที่ขอบถุงเท้าหรือถุงน่อง รัดห่างใต้เข่าประมาณ 2 นิ้ว</p>
<p><strong>การรักษาแบบไม่ผ่าตัด</strong></p>
<p>ส่วนใหญ่แพทย์แนะนำเพื่อบรรเทาอาการปวด บวม มากกว่าเรื่องของความสวยงาม ซึ่งในกรณีที่เป็นเส้นเลือดขอดไม่มาก สามารถใช้ครีมนวดรักษาหรือบรรเทาได้ แต่กรณีที่มีอาการปวด แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำที่ขอด เพื่อสลายหลอดเลือดที่แข็งตัวและตีบตัน ให้ไหลเวียนไปสู่หลอดเลือดอื่นบริเวณรอบๆ ได้ แต่ก็ไม่ใช่วิธีรักษาที่หายขาดภายในครั้งเดียว อาจต้องฉีดซ้ำหลายครั้งหาก เป็นมาก และไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก โดยหลังการรักษาจำเป็นต้องสวมผ้ารัดหรือถุงน่อง เพื่อบีบให้ผนังหลอดเลือด กระชับ จนกว่าบริเวณที่ฉีดยาจะบวมน้อยลง และเวลานอนพักต้องใช้หมอนหนุน ยกระดับเข่าให้สูงกว่าสะโพก และปลายเท้าสูงกว่าระดับเข่า</p>
<p><strong>การรักษาแบบผ่าตัด</strong></p>
<p>เป็นการผ่าตัดในกรณีที่เส้นเลือดขอดเกิดภาวะอุดตันภายในหลอดเลือด และอาจส่งผลอันตรายต่ออวัยวะอื่นๆ โดยแพทย์จะให้ยาชาก่อนการผ่าตัด และใช้เครื่องมือเข้าไปผูกเส้นเลือดที่ขอด แล้วดึงหลอดเลือดดำที่ขอดออกเป็นบางส่วน หรือการผ่าดึงหลอดเลือดดำที่ขอดทั้งเส้น โดยหลังการผ่าตัดจะมีอาการเท้าบวม มีเลือดออกหรือเจ็บแผล และจำเป็นต้องใส่ผ้ารัดหรือถุงน่องพยุงต่อประมาณ 6 ถึง 8 สัปดาห์</p>
<p>การรักษาเส้นเลือดขอดไม่ว่าจะวิธีใดก็ตาม ไม่สามารถรับประกันว่าจะไม่เกิดเส้นเลือดขอดใหม่ 100% และแพทย์อาจให้การรักษามากกว่า 1 วิธีร่วมกัน เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาให้ได้ผลดีมากที่สุด และที่สำคัญบริเวณที่เป็นเส้นเลือดขอด มีอาการปวดหรือบวม คุณควรไปปรึกษาแพทย์ทันที</p>
<p>  	  	แหล่งข้อมูล : นิตยสาร HealthToday</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7-6-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%82/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หนทางเสริมภูมิคุ้มกันความเครียดให้คุณแม่</title>
		<link>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84/</link>
		<comments>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Sep 2009 14:25:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>health care</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพจิตใจ]]></category>
		<category><![CDATA[Working Women]]></category>
		<category><![CDATA[ww.ku.ac.th/e-magazine]]></category>
		<category><![CDATA[นิตยสารเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบายความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารคลายเครียด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthcare.hotelsza.com/?p=32</guid>
		<description><![CDATA[หนทางเสริมภูมิคุ้มกันความเครียดให้คุณแม่
Working Women อย่างคุณ แต่ละวันอาจมีเรื่องมากมายให้ขบคิด มีปัญหาที่ต้องแก้ไขอยู่เสมอ ประกอบกับการใช้ชีวิตที่เร่งรีบและแข่งขันกับเวลา รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจในยุคน้ำมันแพง หรือแม้แต่การผจญกับปัญหาการจราจรที่ติดขัด จึงไม่แปลกอะไรที่คุณอาจเกิดอาการเครียดและประสาทเสียโดยไม่รู้ตัว เราจึงได้นำวิธีเสริมภูมิคุ้มกันความเครียดให้กับเหล่าบรรดา Working Women โดยเฉพาะผู้ที่เป็นคุณแม่มาฝากกัน
พูดระบายความเครียด หาที่ปรึกษาเพื่อระบายความเครียด ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเก็บความเครียดไว้คนเดียว เล่าปัญหาให้บุคคลที่ไว้วางใจได้ฟัง เพราะการพูดจะช่วยให้คุณพิจารณาปัญหา และเข้าใจปัญหาได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งบรรเทาความกดดัน และคลายความรู้สึกเครียดลงได้
อาหารคลายเครียด การรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน นอกจากนั้นอาหารยังสามารถช่วยลดความเครียดได้ดีมากทีเดียว โดยเฉพาะอาหารประเภท ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูง รวมทั้งอาหารเสริมอย่างซุปไก่สกัดติดต่อกันเป็นประจำทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ของนักศึกษาแพทย์ที่เครียดจากการเตรียมตัวสอบ ช่วยให้นักศึกษารู้สึกผ่อนคลาย ความเครียดลดลง ทั้งยังช่วยให้ความจำดีขึ้น

ดนตรีบำบัด เลือก เพลงที่มีเนื้อหาที่ฟังไพเราะ เพลิดเพลิน สบายอารมณ์ ฟังแล้วสบายใจ หรือจะเป็นเพลงบรรเลงก็ได้ แล้วคุณจะพบว่า ทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงโปรด เรามักจะเกิดความสุขใจ และเมื่อเกิดความสุข ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุขออกมา ส่งผลให้ร่างกายและจิตใจเกิดความผ่อนคลายอย่างเต็มที่
ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เริ่มด้วยการนั่งหรือนอนในท่าที่สบายๆ ไม่มีใครมารบกวน เกร็งกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งให้เต็มที่ ทิ้งไว้สักอึดใจหนึ่ง แล้วจึงคลายออก ค่อยๆ ฝึกไปทีละส่วนทั่วร่างกาย หรือเฉพาะส่วนที่รู้สึกตึงเครียด โดยทำซ้ำประมาณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://healthcare.hotelsza.com/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84/"><strong>หนทางเสริมภูมิคุ้มกันความเครียดให้คุณแม่</strong></a></p>
<p>Working Women อย่างคุณ แต่ละวันอาจมีเรื่องมากมายให้ขบคิด มีปัญหาที่ต้องแก้ไขอยู่เสมอ ประกอบกับการใช้ชีวิตที่เร่งรีบและแข่งขันกับเวลา รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจในยุคน้ำมันแพง หรือแม้แต่การผจญกับปัญหาการจราจรที่ติดขัด จึงไม่แปลกอะไรที่คุณอาจเกิดอาการเครียดและประสาทเสียโดยไม่รู้ตัว เราจึงได้นำวิธีเสริมภูมิคุ้มกันความเครียดให้กับเหล่าบรรดา Working Women โดยเฉพาะผู้ที่เป็นคุณแม่มาฝากกัน</p>
<p>พูดระบายความเครียด หาที่ปรึกษาเพื่อระบายความเครียด ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเก็บความเครียดไว้คนเดียว เล่าปัญหาให้บุคคลที่ไว้วางใจได้ฟัง เพราะการพูดจะช่วยให้คุณพิจารณาปัญหา และเข้าใจปัญหาได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งบรรเทาความกดดัน และคลายความรู้สึกเครียดลงได้</p>
<p><strong>อาหารคลายเครียด</strong> การรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน นอกจากนั้นอาหารยังสามารถช่วยลดความเครียดได้ดีมากทีเดียว โดยเฉพาะอาหารประเภท ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูง รวมทั้งอาหารเสริมอย่างซุปไก่สกัดติดต่อกันเป็นประจำทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ของนักศึกษาแพทย์ที่เครียดจากการเตรียมตัวสอบ ช่วยให้นักศึกษารู้สึกผ่อนคลาย ความเครียดลดลง ทั้งยังช่วยให้ความจำดีขึ้น<br />
<span id="more-32"></span><br />
ดนตรีบำบัด เลือก เพลงที่มีเนื้อหาที่ฟังไพเราะ เพลิดเพลิน สบายอารมณ์ ฟังแล้วสบายใจ หรือจะเป็นเพลงบรรเลงก็ได้ แล้วคุณจะพบว่า ทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงโปรด เรามักจะเกิดความสุขใจ และเมื่อเกิดความสุข ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุขออกมา ส่งผลให้ร่างกายและจิตใจเกิดความผ่อนคลายอย่างเต็มที่</p>
<p>ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เริ่มด้วยการนั่งหรือนอนในท่าที่สบายๆ ไม่มีใครมารบกวน เกร็งกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งให้เต็มที่ ทิ้งไว้สักอึดใจหนึ่ง แล้วจึงคลายออก ค่อยๆ ฝึกไปทีละส่วนทั่วร่างกาย หรือเฉพาะส่วนที่รู้สึกตึงเครียด โดยทำซ้ำประมาณ 8-12 ครั้ง จะช่วยให้อาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลดลง รวมทั้งลดการคิดฟุ้งซ่านและวิตกกังวล จิตใจจะมีสมาธิมากขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>ฝึกหายใจคลายเครียด หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ สังเกตว่ากระบังลมขยายออก ท้องป่องออก จากนั้นค่อยๆ หายใจออกช้าๆ ไล่ลมให้ออกมากที่สุด ควรทำติดต่อกันประมาณ 4-5 ครั้ง จะทำให้หัวใจเต้นช้าลง สมองแจ่มใส เพราะได้ออกซิเจนมากขึ้น และการหายใจออกอย่างช้าๆ จะทำให้รู้สึกได้ปลดปล่อยความเครียดออกไปจากตัวจนหมดสิ้น</p>
<p>ขณะ เดียวกันก็ไม่ควรละเลยในการดูแลสุขภาพของตัวเอง ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้มากขึ้น รวมทั้งหัดปล่อยวางปัญหาที่แก้ไม่ตกเสียบ้าง และหมั่นสร้างอารมณ์ขันให้กับตัวเอง เมื่อคุณผ่อนคลายความเครียดลงแล้ว สมองก็ปลอดโปร่งแจ่มใส มองโลกในด้านดี ต่อให้อุปสรรคมากมายขนาดไหน Working Women อย่างคุณก็สามารถฝ่าฝันได้สบายๆ แล้วการดำเนินชีวิตประจำวันก็จะดีขึ้น</p>
<p>  	  	แหล่งข้อมูล : www.ku.ac.th/e-magazine &#8211; นิตยสารเกษตรศาสตร์ ฉบับที่ 86 สิงหาคม 2550</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สุขภาพ กำลังใจ เอาชนะความเศร้า</title>
		<link>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Sep 2009 14:22:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>health care</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพจิตใจ]]></category>
		<category><![CDATA[juniorhealthguard]]></category>
		<category><![CDATA[www.juniorhealthguard.org]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[คติพจน์ คำคม สุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[พบคนรักครั้งแรก]]></category>
		<category><![CDATA[วันแต่งงาน]]></category>
		<category><![CDATA[วิตกกังวล]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีปลอบใจที่ได้ผล]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเอาชนะความเศร้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthcare.hotelsza.com/?p=29</guid>
		<description><![CDATA[กำลังใจ เอาชนะความเศร้า
กำลังใจหาได้จากที่ไหน
กำลังใจ เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับคนเรา ถ้าขาดกำลังใจเสียแล้ว คงไม่มีแรงอะไรมาผลักดัน ให้เราฟันฝ่าอุปสรรคได้ ต่อไปดีไม่ดีอาจถึงขนาดคิดฆ่าตัวตาย เพราะหมดกำลังใจที่จะสู้ชีวิตก็ได้ วิธีแรก ให้จดบันทึกและสะสมภาพเหตุการณ์ดีๆ ในชีวิตเอาไว้ จะเป็นเหตุการณ์อะไรก็ได้ที่เคยทำให้เรามีความ สุข สดชื่น และสมหวังในชีวิตมาแล้ว เช่น วันรับปริญญา วันที่พบคนรักครั้งแรก วันแต่งงาน วันที่ได้เลื่อนตำแหน่ง วันที่ได้เป็นเจ้าของบ้านอย่างเต็มภาคภูมิ วันที่ได้ไปท่องเที่ยวสนุกสนาน เป็นต้น แล้วว่างๆ ก็เอาบันทึกหรือภาพถ่าย มาดูจะช่วยให้ย้อนระลึกถึงความสุขในอดีต ทำให้มีกำลังใจที่จะสู้ปัญหาในปัจจุบันต่อไป
วิธีต่อมา ให้สะสมคติพจน์ คำคม สุขภาพจิต หรือคำปลุกใจต่างๆ เอาไว้ เช่น ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน “ลำบากก่อนแล้วจะสบายเมื่อปลายมือ” “ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรู คือ ยาชูกำลัง” “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ควรติดสุภาษิตเหล่านี้ไว้ ตามฝาผนัง หน้ากระจก หน้าประตู เพื่อให้ตัวเองเห็นบ่อยๆ จะได้มีกำลังใจอยู่เสมอ ท้ายสุด คือ ให้นึกถึงคนที่เรา ชื่นชมยกย่องในความมานะ อุตสาหะของเขา เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยความบากบั่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://healthcare.hotelsza.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E-%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%88-%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2/"><strong>กำลังใจ เอาชนะความเศร้า</strong></a></p>
<p>กำลังใจหาได้จากที่ไหน</p>
<p>กำลังใจ เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับคนเรา ถ้าขาดกำลังใจเสียแล้ว คงไม่มีแรงอะไรมาผลักดัน ให้เราฟันฝ่าอุปสรรคได้ ต่อไปดีไม่ดีอาจถึงขนาดคิดฆ่าตัวตาย เพราะหมดกำลังใจที่จะสู้ชีวิตก็ได้ วิธีแรก ให้จดบันทึกและสะสมภาพเหตุการณ์ดีๆ ในชีวิตเอาไว้ จะเป็นเหตุการณ์อะไรก็ได้ที่เคยทำให้เรามีความ สุข สดชื่น และสมหวังในชีวิตมาแล้ว เช่น วันรับปริญญา วันที่พบคนรักครั้งแรก วันแต่งงาน วันที่ได้เลื่อนตำแหน่ง วันที่ได้เป็นเจ้าของบ้านอย่างเต็มภาคภูมิ วันที่ได้ไปท่องเที่ยวสนุกสนาน เป็นต้น แล้วว่างๆ ก็เอาบันทึกหรือภาพถ่าย มาดูจะช่วยให้ย้อนระลึกถึงความสุขในอดีต ทำให้มีกำลังใจที่จะสู้ปัญหาในปัจจุบันต่อไป</p>
<p>วิธีต่อมา ให้สะสมคติพจน์ คำคม สุขภาพจิต หรือคำปลุกใจต่างๆ เอาไว้ เช่น ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน “ลำบากก่อนแล้วจะสบายเมื่อปลายมือ” “ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรู คือ ยาชูกำลัง” “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ควรติดสุภาษิตเหล่านี้ไว้ ตามฝาผนัง หน้ากระจก หน้าประตู เพื่อให้ตัวเองเห็นบ่อยๆ จะได้มีกำลังใจอยู่เสมอ ท้ายสุด คือ ให้นึกถึงคนที่เรา ชื่นชมยกย่องในความมานะ อุตสาหะของเขา เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยความบากบั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ จะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น เก็บเขาคนนี้ไว้ในใจของเรา เมื่อใดที่เรารู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจที่จะสู้ต่อไป ก็ให้นึกถึงเขา คนนั้น คิดว่าเราต้องอดทน มีมานะ เหมือนเขาคนนั้น เพื่อที่เราจะได้ประสบความสำเร็จเหมือนเขาเช่นกัน เราก็จะเกิด กำลังใจ ที่จะเอาชนะปัญหาอุปสรรคให้ได้ ขอย้ำว่ากำลังใจนั้นไม่ต้องไปหาที่ไหน อยู่ที่ใจของเรานั้นเอง<br />
<span id="more-29"></span><br />
<strong>วิธีปลอบใจที่ได้ผล</strong></p>
<p>คงมีบางครั้งเหมือนกัน ที่เราเห็นคนใกล้ชิดมีความทุกข์แล้ว เราเองก็อยากจะปลอบใจเขา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้น อย่างไร และก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เราจะพูดออกไปนั้น มันเหมาะสมหรือไม่ ดีไม่ดีแทนที่เขาจะรู้สึกดีขึ้น อาจจะรู้สึก แย่ลงกว่าเดิม ทำให้เราต้องรู้สึกผิดหนักขึ้นไปกว่าเดิม ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่า ตัวคุณจะปลอบใจใครได้ เรามีวิธีที่จะ แนะนำคุณดังนี้</p>
<p>ประการแรก ให้คุณไปอยู่ใกล้ๆ เขา ไปนั่งข้างๆ ไปให้เขาเห็นหน้าคุณ เพื่อแสดงให้เขารู้ว่า คุณห่วงใยเขาจริงๆ ในกรณีที่คุณไม่สามารถจะไปอยู่ใกล้ชิดเขาได้ ก็อาจจะใช้วิธีโทรศัพท์ไปหา เขียนจดหมาย ส่งการ์ดหรือส่งโทรเลขไปก็ได้ เพื่อแสดงว่าคุณยังนึกถึงเขาอยู่</p>
<p>ประการที่สอง ให้รีบฟังสิ่งที่เขาพูดระบายออกมา คุณต้องเป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ถ้าเขายังไม่มีอารมณ์จะพูด หรือกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น คุณก็ควรรอคอยอย่าง อดทน เมื่อเขาพร้อมที่จะพูด คุณก็ต้องฟังอย่างตั้งใจ ควรพูดเข้าข้างเขา แสดงตัวว่าเป็นพวกเดียวกับเขา และ พร้อมจะให้ความช่วยเหลือเขาเสมอ ที่สำคัญคุณต้องเก็บเรื่องของเขาไว้เป็นความลับ ไม่เอาไปพูดต่อและเมื่อ บอกกว่าจะช่วยก็ต้องช่วยจริงๆ อย่าไปพูดสัญญาลมๆ แล้งๆ ที่คุณทำจริงไม่ได้ เขาจะหมดความเชื่อถือในตัวคุณ</p>
<p>ประการที่สาม คุณต้องให้กำลังใจเขา ช่วยให้เขามองเห็นทางออก ในเรื่องที่เขากำลังกลุ้มใจอยู่คุณต้อง ช่วยให้เขามีความหวังในชีวิต อย่าเพิ่งคิดสั้น เพราะตัวเขานั้นยังมีคุณค่าต่อคุณ ต่อครอบครัวของเขาและต่อสังคมด้วย</p>
<p>ประการสุดท้าย ช่วยให้เขาตัดสินใจเลือกทางแก้ไขปัญหา ด้วยตัวของเขาเอง คุณอย่าไปตัดสินใจแทนเขา ต้องให้เกียรติในการติดสินใจของเขา และคุณต้องแสดงความจริงใจ ที่จะช่วยเหลือเขาต่อไปด้วย เพียงเท่านี้ เขาคนนั้นก็จะคลายทุกข์ และมีกำลังใจที่จะสู้ชีวิตต่อไปอย่างแน่นอน</p>
<p>เมื่อมีปัญหา</p>
<p>ใน ชีวิตของคนเรา ปัญหาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่มีใครจะหนีปัญหาได้พ้น เพราะฉะนั้น ถ้าตอนนี้คุณกำลังมีปัญหาอยู่ อย่าเพิ่งวิตกกังวล หรือกลุ้มอกกลุ้มใจมากจนเกินไปเลย เรามาช่วยกันคิดแก้ปัญหาดีกว่า ตามปกติวิธีแก้ปัญหาจะมีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน คือการสู้ การหนี และการรอมชอม ซึ่งแต่ละวิธีมีรายละเอียดดังนี้</p>
<p>การสู้ หมายถึง การพยายามหาทางแก้ปัญหาอย่างสุดกำลัง ทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลัง ทรัพย์ เรียกว่าทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได ้และถ้าลองแก้ปัญหาด้วยวิธีหนึ่งแล้ว ยังไม่ได้ผลก็จะหันไป ลองใช้อีกวิธีหนึ่ง เปลี่ยนวิธีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ผล หรือแก้ปัญหาด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ต้องลอง ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เพื่อเขาจะช่วยได้ วิธีนี้เรียกว่า สู้ยิบตาไม่ยอมแพ้จนกว่าปัญหาจะหมดไป</p>
<p>วิธีต่อมา คือ การหนี หมาย ถึง การหลบเลี่ยงปัญหา อาจหลบไปชั่วคราวเพื่อไปตั้งหลัก แล้วกลับมาสู้ใหม่ หรือจะเป็นการหนีเพื่อยอมแพ้ ในกรณีที่ยังรู้สึกว่าปัญหานั้น มันอยู่นอกเหนือความสามารถของเราที่จะแก้ไขได้ สู้ต่อไปก็เสียเวลาเปล่า สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่น ที่มีประโยชน์กว่าไม่ได้</p>
<p>วิธีสุดท้าย คือ การรอมชอม หมายถึง ถ้าปัญหานั้นเราจะสู้ก็ไม่ไหว จะหนีก็หนีไม่พ้น เรา ควรใช้วิธีปรับตัวปรับใจ เพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ตามสมควรแก่อัตภาพ โดยไม่เครียดจน เกินไป</p>
<p>คุณ คิดว่าจะใช้วิธีไหนแก้ปัญหาของคุณดี อยากแนะนำว่าให้คุณลองสู้ให้สุดความสามารถ ก่อน ถ้าไม่ไหวอาจถอยมาตั้งหลักสักพัก แล้วค่อยสู้ใหม่แต่ถ้าสู้ไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องปรับตัว ปรับใจให้ยอมรับปัญหานั้นให้ได้ต่อไป ขอเป็นกำลังใจให้คุณแก้ปัญหาของคุณได้ในที่สุด</p>
<p><strong>วิธีเอาชนะความเศร้า</strong></p>
<p>คุณกำลังเศร้าโศกเสียใจอยู่หรือเปล่า ไม่ว่าคุณจะเศร้าเพราะสาเหตุใด จะเพราะสูญเสียคนรัก ของรักหรือผิดหวัง ไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาก็แล้วแต่ ขอให้คุณระบายอารมณ์เศร้าออกมาให้มากที่สุด อยากร้องไห้ก็ร้องเสียให้พอ อยากบอกความทุกข์ในใจกับใครก็จงพูดออกมา หรือจะเขียนเป็นจดหมาย เป็นบันทึก หรือเป็นบทกลอนก็ได้ สุดแต่ว่าคุณจะถนัดอย่างไหน การระบายความเศร้าออกไป จะช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้น นอกจากนี้ การจมอยู่กับความเศร้า ไม่สนใจดูแลตัวเองไม่กิน ข้าวกินปลา เอาแต่เก็บตัวอยู่ตามลำพัง ฟังแต่เพลงเศร้าๆ ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น มีแต่จะยิ่งทำให้ตัวเองทรุดโทรมลง จนอาจถึงขั้นเจ็บป่วยได้ ขอให้คุณแข็งใจลุกขึ้นทำกิจวัตรประจำวันอย่างเดิม พยายามกินอาหาร เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง พยายามฝืน ใจทำงานจะเป็นงานบ้าน งานอดิเรก หรืองานอาชีพก็ได้ งานจะช่วยหันเห ความสนใจของคุณไปเสีย จากความเศร้า และงานยัง จะช่วยให้คุณ เห็นคุณค่าของตัวเอง ที่มีต่อคนอื่นด้วยโดยเฉพาะงานกุศล หรืองานช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก จะทำให้คุณเลิกสงสารตัวเอง เลิกหมกมุ่นกับความเศร้าได้อย่างวิเศษ แต่ ถ้าคุณหรือคนใกล้ชิด มีอารมณ์เศร้าอยู่เป็นเวลานาน และมีความคิดอยากตายด้วย อย่าได้นิ่งนอนใจเป็นอันขาด ขอได้ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อขอรับการรักษาโดยด่วน ก่อนที่จะสายเกินไป</p>
<p>  	  	แหล่งข้อมูล : www.juniorhealthguard.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://healthcare.hotelsza.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
